LifestyleSocialWritings

ทวิตเตอร์สเปซ กับการเป็นพื้นที่สาธารณะยุคใหม่

เรื่องและภาพประกอบ : ปุณยภา เรืองสุวรรณ

“วันนี้มีใครเปิดสเปซบ้าง” “เขากำลังคุยกันอยู่ในสเปซเลย ลองไปฟังดูไหม”

‘สเปซ’ กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ในทวิตเตอร์มาพักใหญ่ ๆ เป็นพื้นที่เปิดให้ผู้ใช้งานได้พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผ่านสัมผัสใหม่อย่างการสนทนาโต้ตอบแบบ ‘Real Time’ ซึ่งในอดีตไม่เคยมีอยู่ในทวิตเตอร์มาก่อน ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ชุมชนทวิตเตอร์ใช้สเปซพูดคุยอะไรกันบ้าง และสเปซตอบโจทย์ในแง่พื้นที่สาธารณะมากแค่ไหน วารสารเพรสขอพาทุกคนไปรู้จักและวิเคราะห์พื้นที่แห่งนี้ไปด้วยกัน

ทำความรู้จักกับทวิตเตอร์สเปซ

‘สเปซ’ หรือชื่อเต็ม ๆ คือ ‘ทวิตเตอร์สเปซ (twitter spaces)’ เป็นฟีเจอร์หนึ่งของแอปพลิเคชันทวิตเตอร์ ที่เปิดตัวในช่วงต้นปี 2564 ลักษณะคือเป็นพื้นที่สนทนาด้วยการถ่ายทอดสดโดยใช้เสียง ตำแหน่งในห้องสเปซจะมีผู้ดำเนินรายการ (host) ซึ่งเป็นผู้กดเริ่มการสนทนา และสามารถจัดการเกี่ยวกับผู้พูดภายในห้องได้ เช่น การกดยินยอมให้กับผู้พูดคนใหม่ การกดปิดเสียงผู้พูดทั้งหมด การเปลี่ยนผู้พูดให้กลายเป็นผู้ฟัง และสามารถแต่งตั้งผู้ดำเนินรายการร่วม (co-host) ได้ 2 คน สำหรับผู้พูดในสเปซจะมีได้ถึง 10 คน ไม่รวมผู้ดำเนินรายการและผู้ดำเนินรายการร่วม สำหรับความจุของผู้ฟังในห้องสเปซนั้นไม่จำกัด โดยจำนวนมากที่สุดในไทยที่ผู้เขียนเคยเข้าฟังคือประมาณ 96,000 ผู้ฟังต่อหนึ่งห้อง อ้างอิงจากการเปิดสเปซของบัญชีผู้ใช้ ‘คณะราษเปซ (@ThePeopleSpaces) ที่เป็นบัญชีผู้ใช้เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการเมือง สังคม และสัพเพเหระ ในวันที่ 5 สิงหาคม 2564 โดยวิธีการเข้าร่วมสเปซนั้นมี 2 ช่องทาง วิธีแรก คือ จากการติดตามบัญชีผู้ใช้งานของผู้ดำเนินรายการหรือผู้พูดในสเปซ โดยผู้ติดตามสามารถเข้าร่วมสเปซได้ผ่านทาง fleet (ลำดับเหตุการณ์หน้าแรกของผู้ใช้งาน) วิธีที่สอง การเข้าโดยใช้ลิงก์ของสเปซ โดยสามารถสามารถแชร์ลิงก์ลงบนหน้าทวิตเตอร์ หรือส่งผ่านทางข้อความส่วนตัว

ทวิตเตอร์สเปซกับการใช้งานของกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม

ไม่ต่างจากสื่อสังคมออนไลน์แพลตฟอร์มอื่น ๆ ทวิตเตอร์เองก็เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีการรวมตัวของกลุ่มคนซึ่งมีความสนใจในประเด็นหรือเรื่องราวเดียวกัน ประกอบกับในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 แน่นอนว่าพื้นที่สาธารณะบนพื้นที่จริงนั้นไม่สามารถจัดขึ้นได้ หรือถึงแม้จะจัดขึ้นก็ยังต้องควบคุมตามมาตรการเข้มข้น ทำให้พื้นที่ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่พบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นของกลุ่มคนในชุมชนทางสังคมต่าง ๆ ต้องหยุดชะงักลงไป แต่ดังคำกล่าวที่ว่า ‘มนุษย์เป็นสัตว์สังคม’ และปัจจัยที่มนุษย์มีความต้องการความรักและสังคม ซึ่งเป็นความต้องการขั้นที่ 3 ในทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ ดังนั้น กลุ่มทางออนไลน์ที่มีมาก่อนนานแล้ว ก็ยิ่งมีความเข้มข้นของกิจกรรมและการพูดคุยมากขึ้นเมื่อเกิดการระบากของโควิด-19 เช่นนี้ เพื่อทดแทนการเข้าสังคมแบบเจอกันต่อหน้าที่หายไป

แน่นอนว่า เมื่อเกิดฟีเจอร์ทวิตเตอร์สเปซ กลุ่มคนซึ่งอยู่ในพื้นที่ที่มีการรวมตัวของกลุ่มอย่างแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ จึงนำฟังก์ชันการใช้งานนี้มาเป็นส่วนหนึ่งในการพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยกันแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่แต่ละกลุ่มพบเจอ และการรวมกลุ่มพูดคุยอื่น ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

ผู้เขียนค้นพบความน่าสนใจจากกรณี #กะรัตOPENHOUSE โดยกลุ่มแฟนคลับ ‘กะรัต’ แฟนคลับศิลปินวงไอดอลเกาหลี ‘SEVENTEEN’ ซึ่งจัดขึ้นทั้งหมด 5 วัน ในช่วงเวลาประมาณ 20:30 น. เพื่อแนะแนวทางการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย จากรุ่นพี่ภายในกลุ่มแฟนคลับเองและจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่การจัดงาน open house ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ต้องดำเนินการแบบออนไลน์ การใช้ทวิตเตอร์สเปซเพื่อแนะแนวการเรียนและการศึกษาต่อ ก็อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเล่าลักษณะการเรียน ลักษณะสังคมในรั้วมหาวิทยาลัย หรืออาจจะเป็นปัจจัยที่ช่วยในการตัดสินใจได้ สำหรับผู้เขียนมองว่า การใช้งานทวิตเตอร์สเปซแสดงให้เห็นถึงการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ไร้พรมแดนได้อย่างคุ้มค่า เนื่องจากการไป open house แบบออนไซต์มีข้อจำกัด เช่น การเดินทาง ค่าใช้จ่าย จำเป็นต้องหยุดเรียนเนื่องจากจัดงานในวันธรรมดา ฯลฯ แต่เมื่อเปิดใช้งานสเปซก็จะช่วยลดข้อจำกัดบางประการลงไปได้ แม้จะเดินทางไปไม่ได้ แต่เพราะเป็นออนไลน์ จึงได้ฟังประสบการณ์จากรุ่นพี่ที่อยู่มหาวิทยาลัยที่เราสนใจนั่นเอง

นอกจากนั้นแล้วยังมีสเปซที่เกิดขึ้นบ่อยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หลังจากเกิดการโกงเงินจากการซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มทวิตเตอร์ เช่น อัลบัมของศิลปินไอดอล, สินค้าจากการ์ตูนต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งผู้เสียหายและผู้กระทำผิดใช้ทวิตเตอร์สเปซเพื่อพูดคุยไกล่เกลี่ยในเบื้องต้น หรือหากผู้กระทำผิดจะชี้แจ้งหรือหากผู้กระทำผิดจะคืนเงิน ก็จะใช้สเปซแจ้งข้อมูลต่าง ๆ สำหรับความคิดเห็นของผู้เขียนซึ่งเคยเป็นผู้เสียหายจากการโดนโกงเงินเครื่องสำอาง ภายในกลุ่มผู้เสียหายพูดคุยกันว่า การใช้สเปซจะช่วยเพิ่มเสียงให้กับเรื่องที่เกิดขึ้นจนได้รับความสนใจจากสาธารณชน และอาจจะนำจุดนี้ใช้เพื่อกดดันผู้กระทำผิดได้

นอกจากกรณีที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีการจัดสเปซโดยกลุ่มต่าง ๆ ในทวิตเตอร์อีกมาก ซึ่งผู้ใช้งานทวิตเตอร์เองก็สามารถเลือกเข้าฟังได้ตามสมัครใจและความสนใจในหัวข้อของแต่ละสเปซ ยกตัวอย่างเช่น สเปซเล่าเรื่องสยองขวัญ, #สเปซโคนัน พูดคุยเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘โคนัน เจ้าหนูยอดนักสืบ’ การ์ตูนญี่ปุ่นเกี่ยวกับนักสืบมัธยมปลาย, สเปซเกี่ยวกับการพูดถึงเพลงและดนตรี, สเปซเกี่ยวกับนักวาด ลิขสิทธิ์ และกฎหมาย และอื่น ๆ

ทวิตเตอร์สเปซกับกับการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเด็นการเมืองไทยกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนหยิบยกขึ้นมาพูดถึง ผู้เขียนเห็นการเปลี่ยนผ่านของการใช้ทวิตเตอร์เพื่อสื่อสารในเรื่องการเมือง ตั้งแต่ยุคที่การเมืองเป็นสิ่งที่ยากที่จะพูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์ บรรยากาศการพูดถึงการเมืองเต็มไปด้วยความหวาดกลัว มาจนถึงผู้ใช้งานทวิตเตอร์ชาวไทยสามารถนำเรื่องการเมืองและสถาบันต่าง ๆ มาวิพากษ์วิจารณ์ หากแต่ยังมีการล้อเลียนกับความตลกร้าย อย่างการใช้ ‘มีมพิซซ่า’ ที่สื่อเป็นนัยถึงกฎหมายมาตรา 112 กฎหมายหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทฯ หรือหากใครทวีตเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ก็มักจะมีความคิดเห็นแนว ๆ ว่า ‘ไม่หาร’ ซึ่งหมายความว่าหากถูกดำเนินคดี ผู้แสดงความคิดเห็นนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ทวีตนั่นเอง

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้ใช้งานทวิตเตอร์ชาวไทยเริ่มรณรงค์เพื่อให้ทุกคนสามารถวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและสถาบันต่าง ๆ ได้โดยไม่ตกอยู่ในสภาวะที่หวาดกลัว โดยลดการผลิตซ้ำการใช้มีมหรือคำพูดดังที่กล่าวไปข้างต้น เพราะมีมหรือคำพูดที่มีนัยยะเช่นนั้น จะทำให้สังคมยิ่งเกิดความกลัวต่อการพูดถึงรัฐบาลและสถาบันว่าจะถูกจับไปบ้าง ถูกดำเนินคดี ถูกรัฐจับตามอง ฯลฯ ซึ่งความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นจะทำให้ไม่เกิดพื้นที่ที่เหมาะสมกับการพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

จนมาถึงวันที่สเปซเปิดตัวขึ้น การพูดถึงเรื่องการเมือง สังคม และสถาบันต่าง ๆ ในสังคมทวิตเตอร์ก็เปิดกว้างมากเพียงพอ จนนอกจากการทวิตด้วยตัวอักษร ประเด็นทางการเมืองก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดผ่านเสียงในทวิตเตอร์สเปซอย่างตรงไปตรงมา

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาหลังจากทวิตเตอร์สเปซเปิดตัวและผู้คนในทวิตเตอร์เริ่มคุ้นชินกับรูปแบบการใช้งานสเปซแล้ว ผู้ใช้งานทวิตเตอร์ก็ใช้สเปซเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนพูดคุยทางการเมืองในหัวข้อต่าง ๆ ตามแต่วาระ ยกตัวอย่างเช่น การพูดคุยเกี่ยวกับการจัดม็อบในแต่ละวันและแนวทางของม็อบในวันต่อ ๆ ไป การวิพากษ์วิจารณ์ปัญหาที่เกิดจากรัฐบาล พูดคุยประเด็นจากการประชุมสภาฯ และความเห็นที่มีต่อแต่ละพรรคการเมือง รวมถึงปัญหาทางสังคมต่าง ๆ

นอกจากบุคคลทั่วไปในทวิตเตอร์แล้ว บุคคลในแวดวงการเมืองก็ทดลองใช้แพลตฟอร์มนี้เช่นเดียวกัน ในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2564 พรรคก้าวไกลจัดวงพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนทวิตเตอร์สเปซในประเด็นเรื่อง ‘#งบประมาณปี65 งบประมาณแบบไหนที่ตอบโจทย์ประเทศ’ โดยมีผู้พูดหลักคือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล, นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกลฝ่ายนโยบาย และนายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (think forward center) ของพรรคก้าวไกล

รูปภาพประชาสัมพันธ์กิจกรรมพูดคุยประเด็นเรื่อง ‘#งบประมาณปี65 งบประมาณแบบไหนที่ตอบโจทย์ประเทศ’บนทวิตเตอร์สเปซ จัดโดยพรรคก้าวไกล

อีกหนึ่งประเด็นซึ่งน่าสนใจที่เคยเกิดขึ้นคือ ในวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2564  เกิดการพูดคุยระหว่างบุคคลสองกลุ่มที่มีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน โดยมีการตั้งแฮชแท็กในทวิตเตอร์ว่า #สลิ่มvsสามกีบ เพื่อพูดคุยและติดตามการพูดคุยระหว่างคนทั้งสองกลุ่ม และใช้พื้นที่ทวิตเตอร์สเปซเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยเรื่องที่หยิบยกขึ้นมาพูดคุยก็เช่น รัฐสวัสดิการ ปัญหาการจัดการโรคระบาด โควิด-19 ของประเทศไทย เป็นต้น โดยมีผู้พูดที่เป็นตัวแทนจากทั้งสองกลุ่ม

สถานการณ์นี้ในมุมมองของผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าสนใจ เพราะเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนสองฝ่ายที่มีความแตกต่างกันด้านความคิด ออกมาแสดงความคิดเห็นโต้ตอบกันได้ อย่างน้อยก็เป็นการช่วยทำให้กลุ่มคนทั้งสองฝั่งท้าทายกับสิ่งที่เรียกว่า echo chamber หรือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเสียงสะท้อนของกลุ่มคนที่มีความคิดเห็นแบบเดียวกัน

เมื่อได้มาพูดคุยกับคนที่เห็นไม่เหมือนกันในสเปซเช่นนี้ ก็จะได้มุมมองใหม่ ๆ ที่แตกต่างไปจากสิ่งที่เคยพบเจอใน echo chamber ของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม เหมือนว่าการพูดคุยในแต่ละครั้งอาจจะไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากพื้นที่สเปซนั้นขาดความเป็นกลางที่จะเข้ามาเป็นตัวเชื่อมต่อคนทั้งสองกลุ่มที่ความคิดเห็นต่างกันให้สามารถสื่อสารกันได้อย่างราบรื่น เนื่องจากสเปซที่เกิดขึ้นนั้น แต่ละกลุ่มบุคคลเป็นผู้จัดขึ้นเอง ผู้ดำเนินรายการนั้นก็เป็นคนจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความคลางแคลงใจ เป็นต้นว่า ทำไมไม่รับผู้พูดของอีกฝ่ายขึ้นมา ให้เวลาในการพูดน้อยเกินไป เป็นต้นได้ เมื่อสังเกตการณ์ในหลาย ๆ ครั้งต่อมา จึงกลายเป็นเหมือน แต่ละฝ่ายก็ไม่อยากเข้าไปในสเปซของอีกกลุ่มเพราะความแคลงใจนี้ ซึ่งผู้เขียนก็เห็นควรว่าจะต้องหาตัวกลางมาดำเนินรายการเพื่อให้การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนั้นมีความยุติธรรมมากเพียงพอ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อไป

ทวิตเตอร์สเปซกับความท้าทายในการสื่อสาร

แม้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการมีพื้นที่แลกเปลี่ยนใหม่ ๆ ขึ้น ที่มีความจุไม่จำกัด ทำให้คนมากมายที่อาจไม่มีโอกาสพูดคุยกันในชีวิตจริง สามารถมาถกเถียงในหัวข้อต่าง ๆ ร่วมกันได้ แต่ก็มีอีกหลายอย่างเช่นกัน ที่ทวิตเตอร์สเปซยังไม่สามารถทดแทนพื้นที่แลกเปลี่ยนสาธารณะแบบพบเจอกันต่อหน้าได้

ด้วยความเป็นพื้นที่สื่อสารสาธารณะออนไลน์แบบที่มีแต่เสียง แน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไปจากการสนทนาคือ ‘อรรถรส’ ที่จะได้ผ่านสีหน้า แววตา ท่าทาง ขณะพูดคุยกันต่อหน้า เพราะน้ำเสียงเพียงอย่างเดียวคงไม่สามารถตีความได้ทั้งหมดว่าผู้พูดรู้สึกอย่างไร และแน่นอนว่า หลายครั้งเพราะไม่เห็นใบหน้าหรือสีหน้าท่าทางของคนพูด จึงมักจะเกิดจังหวะที่ผู้สนทนาสองคนพูดออกมาพร้อม ๆ กัน เนื่องจากต่างคนก็ต่างไม่รู้ว่า อีกฝ่ายพูดจบในเนื้อหาแล้วหรือยัง จะมีประโยคต่อไปหรือไม่ จังหวะที่เงียบคือผู้พูดพูดจบแล้วหรือเพียงแค่พักหายใจเพื่อพูดประโยคถัดไป หรือหยุดพูดกลางคันด้วยเหตุผลอื่น ซึ่งคนไม่ได้เห็นหน้ากันขณะพูดนั้นไม่สามารถรับรู้เหตุผลนั้นอาจจะนำไปสู่ความเข้าใจผิดกันได้ เช่นเดียวกัน ปัญหาเช่นนี้มักเกิดขึ้นขณะสื่อสารโดยใช้เสียงแบบที่ไม่เห็นหน้าในกรณีอื่น ๆ ด้วย เช่น การสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์ หรือพื้นที่สนทนาออนไลน์โดยใช้เสียง ผู้เขียนสนใจปัญหานี้เนื่องจากพบว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ผู้พูดพูดคล่อมจังหวะกันเช่นนี้ ก็นำไปสู่การตีความว่า ผู้พูดกำลังพูดแทรกกัน เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้ฟังบางคนแสดงความคิดเห็นออกมาว่าผู้พูดบางคนไม่มีมารยาท ซึ่งความจริงแล้ว อาจจะไม่เป็นแบบนั้นเสมอไป แต่เพราะปัญหาระหว่างการสื่อสารที่ได้กล่าวไปข้างต้นจึงทำให้ดูเหมือนเป็นเช่นนั้น

นอกจากนั้นแล้ว เพราะเป็นระบบออนไลน์ ทำให้ปัจจัยด้านสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ใช้เพื่อพูดและฟังการถ่ายทอดสด ประกอบกับเรื่อง bug (ความขัดข้องของตัวโปรแกรม) ในตัวแอปพลิเคชันเอง ก็ส่งผลต่อการสื่อสารภายในสเปซเช่นเดียวกัน ในหลาย ๆ ครั้ง ของการเข้าฟังสเปซมักจะพบปัญหาทางเทคโนโลยีติดขัดทั้งสองอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้บางครั้งผู้พูดก็พูดในเวลาที่ทับซ้อนกัน เนื่องจากสัญญาณและ bug ที่หน่วงเสียงให้เหลื่อม ทำให้ต้องตรวจสอบกันหลายครั้งก่อนจะแสดงความคิดเห็น เช่นว่า ได้ยินเสียงหรือยัง ตอนนี้มีคนพูดอยู่ไหม เป็นต้น แน่นอนว่าสิ่งนี้ก็ค่อนข้างทำให้การสื่อสารไม่ราบรื่นเท่าไรนัก

เมื่อวิเคราะห์ตามหลักของการสื่อสาร ปัญหาอีกเรื่องก็คือความน่าเชื่อถือของผู้พูดในสเปซนั่นเอง เนื่องจากโดยปกติแล้ว ในแพลตฟอร์มทวิตเตอร์นั้นมีทั้งผู้ใช้งานทวิตเตอร์ที่เปิดเผยตัวตน และผู้ใช้งานแบบไม่ระบุตัวตน (anonymous) ซึ่งสำหรับผู้ใช้งานแบบไม่ระบุตัวตนนี่เอง ทำให้เราไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าบุคคลที่เข้ามาสื่อสารนั้นจะมีความน่าเชื่อถือมากเพียงใด อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ในโลกยุคปัจจุบันที่ผู้รับสารมีอำนาจมาก และมีช่องทางการรับสารได้หลากหลายช่องทางนั้น จะนำมาสู่การใช้หลักวิจารณญาณในการรับสื่อต่าง ๆ และคาดหวังว่าการฝึกให้ผู้คนมีวิจารณญาณจะเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อการสื่อสารในปัจจุบันและอนาคต

เมื่อโลกพัฒนาก้าวหน้า มีเทคโนโลยีเอื้อให้ก้าวสู้ความเป็นสมัยใหม่และเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ การสื่อสารเองก็จำเป็นต้องพัฒนาตาม พื้นที่สื่อสารแบบเก่าถูกแทนที่ด้วยพื้นที่ใหม่ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นกับพื้นที่สาธารณะเช่นเดียวกัน จากอดีตเคยสนทนาอย่างออกรสที่สภากาแฟ แม่ค้า-แม่บ้านอัปเดตเรื่องราวระหว่างเดินจ่ายตลาด มีนักวิชาการมาพูดคุยผ่านเวทีสาธารณะตามโทรทัศน์ นักศึกษาแลกเปลี่ยนความคิดโดยใช้พื้นที่ในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย จนเมื่อสื่อออนไลน์เกิดขึ้น พื้นที่สาธารณะจึงถูกยกขึ้นมาวางไว้บนเครื่องมือสื่อสาร ซึ่งจะพาเราพูดคุยกับบุคคลในโลกที่กว้างขึ้น และไร้ข้อจำกัดอย่างที่สื่อเก่าทำไม่ได้

จนวันนี้ทวิตเตอร์สเปซเปิดตัวขึ้น และกลายเป็นช่องทางใหม่ของพื้นที่สาธารณะที่น่าจับตามอง ด้วยกลุ่มผู้สื่อสารและผู้รับสารที่น่าสนใจบนทวิตเตอร์ก็ดี หรือประเด็นทางสังคม ที่นับวันก็ยิ่งอยากแลกเปลี่ยนถกเถียงกันก็ดี อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสเปซ ซึ่งเป็นพื้นที่สาธารณะออนไลน์นี้ จะขาดอรรถรสของการสื่อสารแบบต่อหน้าไปบ้าง แต่ก็ถือเป็นพื้นที่หนึ่งที่ทำให้คนที่อาจจะไม่มีโอกาสมาเจอกัน ได้ลองพูดคุยกันสักครั้ง ในยุคปัจจุบันที่ผู้คนมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย เปรียบเสมือน ‘สี’ ที่มีเป็นร้อยเป็นพันเฉด การมีพื้นที่สาธารณะที่จะนำพาสีสันเหล่านั้นมาแลกเปลี่ยนกันคงจะเป็นพื้นที่ที่ดีไม่น้อย ผู้เขียนเชื่อเหลือเกินว่า การมีพื้นที่สำหรับ ‘Freedom of Speech’ คงจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาทางความคิดของประชากรได้ไม่น้อยเลยทีเดียว จึงอยากชวนให้สังเกตการณ์และวิเคราะห์ต่อว่า แพลตฟอร์มนี้จะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใดในการเป็นพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ในอนาคต

อ้างอิง

https://help.twitter.com/th/using-twitter/spaces
https://www.thairath.co.th/news/tech/review/2044519
https://twitter.com/MFPThailand/status/1429475080904450051
https://twitter.com/softsoapkid/status/1430375679753744388
http://www.thaibja.org/?p=4754
https://becommon.co/life/echo-chamber/
https://thewisdom.co/content/maslows-hierarchy-of-needs/

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
2
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:Lifestyle

Lifestyle

เบื้องหลังความเชื่อ และคำทำนาย: บันทึกลับฉบับ เด็ก Gen Z

เรื่องและภาพประกอบ : ปาณิสรา ช้างพลาย Varasarnpress ชวนคุณมาเปิดบันทึกลับ ฉบับ Gen Z ถึงมุมมองที่มีต่อการ “ดูดวง” ว่าเบื้องหลังความเชื่อ และคำทำนายต่าง ๆ นั้น อะไรคือสิ่งที่ทำให้การดูดวงเป็นที่นิยมในหมู่ Gen Z ตั้งแต่วัยมัธยม ...

Lifestyle

ค่าใช้จ่ายในการมีความรัก ฉบับ GEN Z

เรื่องและภาพประกอบ : ปาณิสรา ช้างพลาย Varasarnpress ชวนคุณมาร่วมสำรวจค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นจากการมีความรัก ฉบับเด็ก Gen Z  จากการเผยแพร่แบบสอบถามทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 21 – 25 กุมภาพันธ์ 2565 ...

Lifestyle

ความสัมพันธ์แบบ ‘ไม่ผูกมัด’ ของคนรุ่นใหม่ กับการค้นหาตัวเองที่ไม่ต้องใช้อิสระมาแลก

เรื่องและภาพประกอบ : ณัฐกมล สิทธิวงศ์ ‘รู้ไหม ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักกับการต้องเป็นคนของใคร ฉันชอบอยู่ตัวคนเดียว ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และผู้คนก็เจ็บปวดเพราะมัน ใครล่ะจะต้องการ พวกเรายังเด็กอยู่เลย ใช้ชีวิตให้สนุกเท่าที่ยังมีโอกาส แล้วค่อยคิดถึงเรื่องจริงจังทีหลังดีกว่า’ นั่นคือสิ่งที่ Summer Finn ตัวละครหญิงจากภาพยนตร์เรื่อง 500 ...

Lifestyle

เมื่อชีวิตไม่ได้สมบูรณ์แบบ

เรื่อง ชนิสรา หน่ายมี ภาพ นิชดา พูลเพชร “ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ได้สมบูรณ์แบบ” หากพูดถึงความผิดพลาด หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี และเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามนุษย์ทุกคนต้องเคยทำสิ่งที่ผิดพลาด และมีแต่มนุษย์นี่แหละที่แบกความคาดหวังไว้บนบ่า พร้อมคิดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบจนทำให้เกิดความทุกข์เมื่อสิ่งที่คาดหวังไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราตั้งใจ ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ ความผิดพลาดอาจจะเกิดจากความคิด ...

Writings

เมื่อภาพยนตร์ถูกจำกัด : Censorship ควรมีอยู่หรือทิ้งไป?

วารสารเพรสขอชวนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักการและกฎเกณฑ์การพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์ในประเทศไทย รวมถึงภาพรวมและผลกระทบในวงการภาพยนตร์ไทย ผ่านมุมมองของคุณสัณห์ชัย โชติรสเศรณี รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

Writings

ทำไมเราต้องปฏิบัติต่อ ‘ก้อนหิน’ อย่างมีจริยธรรม ?

“ทำไมเราต้องปฏิบัติต่อก้อนหินอย่างมีจริยธรรม?” บางคนอาจคิดว่าคำถามนี้ดูคลับคล้ายคลับคลาว่าจะมีคำตอบ เหมือนจะรู้คำตอบ แต่ไม่รู้ว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดอย่างไร ส่วนบางคนอาจหาคำตอบไม่ได้ เพราะคุ้นเคยว่าจริยธรรมเป็นเรื่องของการปฏิบัติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ หรืออย่างดีที่สุดก็มนุษย์กับสัตว์ (?)

0 %

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Google Analytics

    คุ้กกี้ที่เราเก็บไป จะนำไปใช้เพื่อประกอบการวิเคราะห์การอ่านบทความ/ข่าวภายในเว็บไซต์เท่านั้น จะไม่มีการนำข้อมูลผู้ใช้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด

Save