Lifestyle

ความสัมพันธ์แบบ ‘ไม่ผูกมัด’ ของคนรุ่นใหม่ กับการค้นหาตัวเองที่ไม่ต้องใช้อิสระมาแลก

เรื่องและภาพประกอบ : ณัฐกมล สิทธิวงศ์

‘รู้ไหม ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักกับการต้องเป็นคนของใคร ฉันชอบอยู่ตัวคนเดียว ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และผู้คนก็เจ็บปวดเพราะมัน ใครล่ะจะต้องการ พวกเรายังเด็กอยู่เลย ใช้ชีวิตให้สนุกเท่าที่ยังมีโอกาส แล้วค่อยคิดถึงเรื่องจริงจังทีหลังดีกว่า’

นั่นคือสิ่งที่ Summer Finn ตัวละครหญิงจากภาพยนตร์เรื่อง 500 Days of Summer อธิบายให้เพื่อนร่วมงานฟังเมื่อถูกถามว่า ‘ทำไมยังไม่มีแฟน’ เธอไม่เชื่อในรักแท้ และหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์แบบ ‘ผูกมัด’ เพราะหวงอิสระของตัวเองเกินกว่าที่จะคบกับใครแบบมีสถานะได้ แต่ก็ยังไม่วายถูกเข้าใจผิดว่าเป็นผู้หญิงที่เห็นแก่ตัว แถมยังล้อเล่นกับความรู้สึกของคนดู เพราะเธอไม่คิดที่จะคบกับใครอย่างจริงจังตั้งแต่แรก แม้ท้ายที่สุดแล้วเธอจะได้พบรักกับคนที่ ‘ใช่’ และยินดีที่จะอยู่ในความสัมพันธ์แบบผูกมัดกับเขาก็ตาม

แบบไหนถึงจะเรียกว่า ‘ผูกมัด’ หรือ ‘ไม่ผูกมัด’

ความสัมพันธ์แบบผูกมัด (Committed Relationship) ไม่ได้มีนิยามที่ตายตัว เพราะมักขึ้นอยู่กับมุมมองและการตกลงร่วมกันระหว่างคนในความสัมพันธ์มากกว่า หลายคนอาจมองว่าการแต่งงานถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องการผูกมัด หรือการตัดสินใจคบกับใครอย่างจริงจัง แต่สำหรับคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z ที่เติบโตในยุคสมัยไล่เลี่ยกัน* นั้น การผูกมัดอาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ตั้งแต่การใช้สรรพนามว่า ‘เรา (สองคน)’ แทนการใช้คำว่า‘ฉัน’ และ ‘เธอ’ ซึ่งสื่อให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายถูกนับให้เป็นคนคนเดียวกัน ไปจนถึงการที่แฟนพาไปทำความรู้จักกับที่บ้าน หรือการที่สังคมรอบตัวตั้งคำถามถึง ‘สถานะ’ ระหว่างคนในความสัมพันธ์ ที่บ่อยครั้งก็ตอบไม่ได้ หรือไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนั้นตั้งแต่แรก คำว่า ‘แฟน’ จึงอาจไม่ได้มีผลกับความสัมพันธ์มากไปกว่าความรู้สึกอึดอัด เพราะมันไม่ได้ต่างอะไรกับการประกาศว่า ‘ฉันมีเจ้าของแล้ว’ แถมยังมาพร้อมกับหน้าที่ที่ต้องประคับประคองความสัมพันธ์ให้อยู่รอด การต้องเอาใจใส่อีกฝ่ายอย่างสม่ำเสมอ รวมไปถึงการต้องเสียสละความสุขหรือความต้องการบางอย่างของตัวเองเพื่อให้อีกฝ่ายรู้สึกสบายใจ

ในขณะที่ความสัมพันธ์แบบ ‘ไม่ผูกมัด’ (No Strings Attached) กลับไม่มีปัญหาในเรื่องเหล่านั้น ข้อตกลงที่สร้างขึ้นเพื่อผ่อนผันความรับผิดชอบระหว่างกันภายใต้สถานะที่คลุมเครือ หรือยืดหยุ่น สามารถมอบ ‘อิสระ’ ในการใช้ชีวิต และการสำรวจความต้องการที่แท้จริงของตนเองได้ ตัวอย่างเช่น ความสัมพันธ์ในรูปแบบ Friend with Benefits (F.W.B) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนหรือคนที่ตัวเองสนิทใจด้วย แต่ไม่ได้คบกันแบบคนรัก (กรณีเดียวกับ Summer) หรือความสัมพันธ์แบบเปิดเผย (Open Relationship) ที่แสดงออกว่าเป็นคนรักกัน แต่ก็สามารถคบกับคนอื่นที่ไม่ใช่คู่ของตัวเองได้ด้วย รวมไปถึงความสัมพันธ์แบบข้ามคืน (One Night Stand) ที่คนแปลกหน้ายินยอมที่จะมีเพศสัมพันธ์กันภายในคืนเดียว หรือแม้กระทั่งการเดทโดยไม่ผูกมัด (Casual Dating) ที่เหมือนกับการออกเดตของคู่รักทั่วไป แต่จะไม่พัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงขั้นนั้น เป็นเพียงการไปเที่ยวเล่น หรือทำกิจกรรมแก้เหงาร่วมกันเฉย ๆ 

Tom และ Summer จากภาพยนตร์เรื่อง 500 Days of Summer, เพจ CinemaBravo

ความสัมพันธ์ที่ว่ามานี้ ล้วนตอบโจทย์คน Gen Y หรือ Gen Z ที่มีแนวโน้มที่จะมองหาความสัมพันธ์ในระยะสั้นหรือแบบชั่วคราวมากขึ้น เพราะพวกเขาค่อนข้างใช้เวลานานกว่าจะเจอคนที่คุยถูกคอหรือเข้ากันได้จริง ๆ และมักจะให้ความสำคัญกับทัศนคติ รสนิยม ความชอบส่วนตัวของอีกฝ่าย มากกว่าที่จะสนใจรูปร่างหน้าตาเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้คนรุ่นใหม่ยังไม่ชอบผ่อนปรนความต้องการของตัวเองเพื่อใครนัก หากรู้สึกว่าความสัมพันธ์นั้น ๆ ไม่ตรงกับสิ่งที่ตัวเองมองหา ไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของตัวเองได้ หรืออีกฝ่ายล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวมากเกินไป ก็แค่ move on ไปหาคนใหม่ จะได้ไม่ต้องเสียดายทั้งเวลาและความรู้สึก 

ยิ่งไปกว่านั้น การที่คนรุ่นใหม่เปิดกว้างในเรื่องเพศวิถี (sexuality) กันมากขึ้น โดยไม่ได้ยึดติดกับกรอบเพศทวิลักษณ์ (gender binary) ที่แบ่งคนออกเป็นสองเพศคือ เพศชาย และเพศหญิง เพียงอย่างเดียว ยิ่งทำให้พวกเขามีตัวเลือกในเรื่องของความรัก-ความสัมพันธ์มากขึ้นด้วย ซึ่งถ้าหากอ้างอิงผลการวิจัยของ Arielle Kuperberg อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยา มหาวิทยาลัย North Carolina ของสหรัฐฯ ก็จะพบว่ากลุ่มคน Gen Z ราว ๆ 50% นั้นมีการนิยามตัวเองว่าเป็น heterosexual (ชอบเพศตรงข้าม) และหลาย ๆ คนยังกล่าวอีกว่าพวกเขาเป็น ‘heteroflexible’ หรือผู้ที่ชอบเพศตรงข้ามเป็นหลัก แต่บางครั้งก็รู้สึกดึงดูดโดยคนเพศเดียวกันด้วย (เรียกได้อีกอย่างว่า เกือบเป็น straight) จึงไม่แปลกถ้าคนรุ่นใหม่จะไม่อยากเสียเวลาไปกับการง้อใครนาน ๆ และชอบความสัมพันธ์ที่ยืดหยุ่น เป็นอิสระ โดยไม่ต้องมีนิยามมากำหนดอย่างตายตัวมากกว่า

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนบางกลุ่มการอยู่ในความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัด อาจเกิดขึ้นจากความกลัว หรือที่เรียกกันว่า โรคกลัวการผูกมัด (Commitment Phobia) โดยอาการของโรคอาจมีตั้งแต่การเลี่ยงที่จะพูดถึงการพัฒนาความสัมพันธ์กับคนรัก การไม่ชอบใช้คำบ่งบอกสถานะ ไปจนถึงการรู้สึกตื่นตระหนก (anxiety) เมื่อถูกเข้าใกล้จากคนรักมากเกินไป ฯลฯ ซึ่งนับได้ว่ามันเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตและควรได้รับการแก้ไขโดยจิตแพทย์ เพราะบ่อยครั้งสาเหตุของโรคก็เกิดมาจากบาดแผลทางจิตใจ หรือประสบการณ์ความรักที่ล้มเหลวในอดีต จนทำให้ไม่กล้าที่จะเริ่มต้นใหม่กับใคร ฉะนั้นผู้ที่อยู่ในความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดอาจต้องถามตัวเองให้แน่ใจว่า มันเป็นสิ่งที่ ‘เลือก’ เองจริง ๆ หรือเป็นผลมาจากปมภายในจิตใจที่รอวันรักษาอยู่กันแน่

คนรุ่นใหม่ มักให้ความสำคัญกับตัวเองก่อน

เราพูดถึงคนที่อยู่ในความสัมพันธ์รูปแบบต่าง ๆ ไปแล้ว ทว่าสำหรับหลายคนที่เป็นโสดมาสักพักคงติดใจกับการใช้ชีวิตตัวคนเดียวอยู่ไม่น้อย เพราะไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวคนที่กำลับคบหาว่าแต่ละวันตัวเองไปไหน ทำอะไรบ้าง รวมถึงไม่ต้องแบ่งเวลาที่มีค่าของตัวเองไปให้ด้วย จนอาจรู้สึกว่าการเปิดรับใครสักคนเข้ามาไม่ได้ทำให้ชีวิตสะดวกขึ้น หรือมีความสุขมากไปกว่าเดิมเท่าไร 

“พวกเขาจดจ่ออยู่กับตัวเองมาก ไม่ใช่เพราะว่าเห็นแก่ตัว แต่พวกเขารู้ว่าตัวเองมีส่วนรับผิดชอบในความสำเร็จและความสุขของตนเอง และรู้ว่าต้องดูแลตัวเองให้ได้ก่อนที่จะไปดูแลคนอื่น”Julie Arbit รองประธานอาวุโสฝ่ายการตลาดระดับโลก ด้านข้อมูลเชิงลึก (Insight) ของบริษัท Vice Media Group กล่าว เมื่อข้อมูลจากผลการวิจัยของเธอระบุว่า มีเพียง 1 ใน 10 ของกลุ่มคน Gen Z เท่านั้นที่ ‘ยินยอมกับการถูกผูกมัด’ ซึ่งก็สอดคล้องกับผลการศึกษาเรื่อง ‘ความรักหลังล็อกดาวน์’ ในช่วงเดือนกันยายน ปี 2563 ของเธอที่ระบุไว้ว่า 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็น Gen Z มีสถานะโสดและไม่ได้กำลังคบหากับใครในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยมีรายงานว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกเขาอยากใช้เวลาอยู่คนเดียวเพื่อทำความรู้จักตัวเองให้มากขึ้นก่อน แล้วจึงค่อยมองหาคนในความสัมพันธ์ 

‘เงิน และ เวลา’ ตัวแปรหลักของความสัมพันธ์ระยะยาว

ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดหรือความสัมพันธ์ในระยะสั้น มีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ จนทำให้ ‘การแต่งงาน’ ซึ่งเป็นพิธีประกาศความสัมพันธ์ และเครื่องหมายของการมีชีวิตคู่นั้น ดูเป็นเรื่องที่ไกลตัวคนรุ่นนี้อยู่ไม่น้อย ประกอบกับสถานการณ์ทางสังคมและเศรษฐกิจในโลกยุคปัจจุบันที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลา ทำให้คนรุ่นใหม่เลือกที่จะจัดลำดับความสำคัญในชีวิตโดยมีเป้าหมายในเรื่องความมั่นคงทางการเงินมาก่อนเรื่องความรัก โดยอ้างอิงได้จากผลสำรวจทัศนคติและความคาดหวังของกลุ่มคน Gen Y และ Gen Z ที่มีต่อการสมรสและพิธีแต่งงาน จำนวนกว่า 1,000 คน ของเว็บไซต์ The Knot ซึ่งพบว่า เป้าหมายในชีวิตที่พวกเขาจัดลำดับความสำคัญไว้เป็นอันดับแรกก่อนที่จะตัดสินใจแต่งงาน คือการมีอิสระทางการเงิน รองลงมาจึงเป็นเรื่องความรัก ตามมาด้วยการประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน จึงไม่แปลกที่คนรุ่นใหม่จะใช้เวลาในช่วงวัยรุ่น ไปจนถึงวัยทำงานในการค้นหาตัวเองและสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต มากกว่าที่จะสนใจในเรื่องความรักเป็นหลัก เพราะเมื่อมีอิสระทางการเงินแล้ว ก็ย่อมมีอิสระในการใช้ชีวิต และการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ที่ง่ายขึ้นตามมาด้วย

จึงนับได้ว่า การแต่งงานหรือการเลือกที่จะอยู่ในความสัมพันธ์แบบผูกมัดนั้นไม่ใช่เรื่องที่คนรุ่นใหม่มองข้ามไปเสียทีเดียว เพียงแต่พวกเขาต้องทำตามเป้าหมายในชีวิตข้ออื่นที่สำคัญกว่าให้สำเร็จก่อน ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนต่างก็ใช้เวลาไปถึงจุดนั้นได้ไม่เท่ากัน บางคนอาจอยากอยู่เป็นโสดโดยไม่มีใครไปอีก 10 หรือ 20 ปี และมุ่งหาเงินเพื่อมาปรนเปรอตัวเองเป็นหลัก บางคนอาจตั้งเป้าไว้ว่าจะแต่งงานตอนอายุ 35 ปี หลังจากมีบ้าน มีรถ และมีงานที่ถูกใจทำแล้ว หรือบางคนอาจจะแค่อยากใช้ชีวิตกับคนในความสัมพันธ์ไปเรื่อย ๆ โดยที่ในหัวไม่เคยมีเรื่องแต่งงานอยู่ในนั้นเลยก็ได้

ความสัมพันธ์ที่ผูกมัด ก่อให้เกิดความกดดันและความน่าอึดอัดใจหลายอย่าง โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่มองหาโอกาสในการใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ ความสัมพันธ์แบบไม่ผูกมัดจึงเป็นเหมือนทางเลือกหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขาได้สำรวจความต้องการที่หลากหลายของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบความสัมพันธ์ไม่กี่แบบที่สังคมกำหนดไว้ให้ ทั้งนี้การเลือกที่จะลงเอยกับใครสักคนก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องหวาดกลัวหรือเป็นกังวล เพียงแต่ต้องสื่อสารระหว่างคู่ของตนให้ชัดเจนว่า แต่ละฝ่ายมีความต้องการแบบไหน มีเงื่อนไขการใช้ชีวิตอย่างไร และถามตัวเองว่าพร้อมที่จะประนีประนอมในความสัมพันธ์นั้นหรือไม่

เชิงอรรถ

เติบโตในยุคสมัยไล่เลี่ยกัน* หมายถึง ผู้ที่เกิดในช่วงปี 1981-1996 และ ปี 1997-2012 โดยนับว่าเป็นคนในรุ่น Generation Y (Millennials) และ Generation Z ตามลำดับ ซึ่งคนทั้ง 2 รุ่นนี้ล้วนเติบโตมาในยุคที่มีอินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า

อ้างอิง

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
3
Love รักเลย
5
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:Lifestyle

Writings

ทำไมเราต้องปฏิบัติต่อ ‘ก้อนหิน’ อย่างมีจริยธรรม ?

“ทำไมเราต้องปฏิบัติต่อก้อนหินอย่างมีจริยธรรม?” บางคนอาจคิดว่าคำถามนี้ดูคลับคล้ายคลับคลาว่าจะมีคำตอบ เหมือนจะรู้คำตอบ แต่ไม่รู้ว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดอย่างไร ส่วนบางคนอาจหาคำตอบไม่ได้ เพราะคุ้นเคยว่าจริยธรรมเป็นเรื่องของการปฏิบัติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ หรืออย่างดีที่สุดก็มนุษย์กับสัตว์ (?)

Writings

โลกไอที – Cryptocurrencies 101 วิชาหน่วยเงินของอนาคตเบื้องต้น

การเทรดบิตคอยน์ (Bitcoin) รวมถึงสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโตเคอร์เรนซี (cryptocurrencies) นั้นเป็นเหมือนอีกหัวข้อหลักให้เราได้พูดคุยกันไปเสียแล้ว โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ หลาย ๆ คนที่น่าจะทราบกันแล้วว่าในช่วงที่ผ่านมา ราคาของ Bitcoin นั้นพุ่งสูงสุดถึงกว่าเหรียญละ 2,056,907 บาทเลยทีเดียว ...

Lifestyle

โลกไอที – ดราม่าวงดนตรี NFT กับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยังแก้ไม่ตก

เรื่อง: นิชดา พูลเพชร วันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา เป็นวันครบรอบ 20 ปีที่อัลบั้มเปิดตัววง Gorillaz วงดนตรีเสมือนจากอังกฤษ ออกวางแผงเป็นครั้งแรก ซึ่งทางวงก็ได้มีการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบครั้งนี้ด้วยการนำอัลบั้มมาตีพิมพ์ใหม่ (reissue) พร้อมกับปล่อยของที่ระลึกอื่น ...

Writings

โลกไอที – เราได้อะไรจากการที่ ‘เฟซล่ม’

‘เฟซล่ม’ คำ ๆ นี้เราคงจะได้ยินกันบ่อยจนอาจจะเป็นเรื่องปกติไปแล้วว่าเป็นเรื่องที่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดให้เห็นได้เกือบจะตลอดที่สื่อสังคมออนไลน์ชื่อดังอย่าง ‘เฟซบุ๊ก’ (Facebook) และบริการใกล้เคียงอย่าง อินสตาแกรม (Instagram) หรือ วอตส์แอป (WhatsApp) เกิดใช้การไม่ได้ ...

Writings

ทวิตเตอร์สเปซ กับการเป็นพื้นที่สาธารณะยุคใหม่

‘สเปซ’ กลายมาเป็นพื้นที่สาธารณะแห่งใหม่ในทวิตเตอร์มาพักใหญ่ ๆ เป็นพื้นที่เปิดให้ผู้ใช้งานได้พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผ่านสัมผัสใหม่อย่างการสนทนาโต้ตอบแบบ ‘Real Time’ ซึ่งในอดีตไม่เคยมีอยู่ในทวิตเตอร์มาก่อน ผ่านมาหลายเดือนแล้ว ชุมชนทวิตเตอร์ใช้สเปซพูดคุยอะไรกันบ้าง และสเปซตอบโจทย์ในแง่พื้นที่สาธารณะมากแค่ไหน วารสารเพรสขอพาทุกคนไปรู้จักและวิเคราะห์พื้นที่แห่งนี้ไปด้วยกัน

Writings

โลกไอที – “แก้ไอโฟนช้าด้วยการตั้งค่าย้ายประเทศไปฝรั่งเศส” เรื่องจริงหรือจกตา ?

มีกระแสอย่างนึงเกิดขึ้น โดยในเพจเฟซบุ๊กที่คอยอัปเดตข่าวสารเรื่องสินค้าลดราคา และกระแสสังคมเกี่ยวกับการบริโภคสินค้าอย่าง ‘SALE HERE’ ได้อัปโหลดรูปภาพพร้อมแคปชันที่ว่า “ลองทำตามนะ ทริคเพิ่มความเร็วไอโฟน ในไอโฟนรุ่นเก่า แค่ตั้งค่า ไปที่ภูมิภาค เปลี่ยนเป็น ฝรั่งเศส” ซึ่งผู้ใช้เฟซบุ๊กในคอมเมนต์ก็ต่างพากันทำตามและแสดงความคิดเห็นว่าทำตามแล้วได้ผล เพราะอะไรไอโฟนที่ตั้งค่าย้ายประเทศไปฝรั่งเศสถึงทำให้เครื่องเร็วขึ้นได้ ...

0 %

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Google Analytics

    คุ้กกี้ที่เราเก็บไป จะนำไปใช้เพื่อประกอบการวิเคราะห์การอ่านบทความ/ข่าวภายในเว็บไซต์เท่านั้น จะไม่มีการนำข้อมูลผู้ใช้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด

Save