LifestyleSocialWritings

โลกไอที – Cryptocurrencies 101 วิชาหน่วยเงินของอนาคตเบื้องต้น

เรื่องและภาพ : กิตติธัช วนิชผล

           “Bitcoin ขึ้นราคาอีกแล้ว ยังไม่ทันช้อนเลย”
            “โห ไม่ได้ช้อนนี่ยังดี นี่ซื้อตอนมันขึ้นนิดหน่อย ดอยเฉยเลยเนี่ย”
            “แล้วนี่ก็ทำเหมืองขุดไว้อีก ขุดไม่คุ้มค่าไฟซักที”

การเทรดบิตคอยน์ (Bitcoin) รวมถึงสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโตเคอร์เรนซี (cryptocurrencies) นั้นเป็นเหมือนอีกหัวข้อหลักให้เราได้พูดคุยกันไปเสียแล้ว โดยเฉพาะกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ หลาย ๆ คนที่น่าจะทราบกันแล้วว่าในช่วงที่ผ่านมา ราคาของ Bitcoin นั้นพุ่งสูงสุดถึงกว่าเหรียญละ 2,045,947 บาทเลยทีเดียว (ข้อมูลวันที่ 2 พฤศจิกายน 2564) แต่ที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบ คือเบื้องลึกเบื้องหลังของสกุลเงินดิจิทัลนี้ ว่าเทคโนโลยีนี้คืออะไร พื้นฐานการทำงานของมันเป็นอย่างไร และคำถามที่น่าจะอยากรู้กัน นั่นก็คือ “แล้ววงการคริปโตฯ นี้น่าลงทุนอยู่หรือไม่ ?”

ในครั้งที่แล้ว ‘โลกไอที’ ได้พาทุกคนไปทำความรู้จักกับ ‘NFT’ 1 สินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่บนระบบบล็อกเชน พร้อมปัญหาของมัน รวมถึงได้กล่าวถึงเรื่องที่เราจะพูดกันวันนี้ไปบ้างแล้ว ในวันนี้จะพาทุกคนไปรู้จักกับโลกอันกว้างใหญ่อีกด้านหนึ่งของบล็อกเชนกับ cryptocurrencies กัน !

ทำความรู้จักกับ blockchain

อ้าว ถ้าเรากำลังพูดถึงเรื่องของคริปโตเคอร์เรนซี ทำไมถึงเริ่มที่คำว่าบล็อกเชน (blockchain) ซะอย่างนั้นล่ะ ? บล็อกเชนคือ ‘เทคโนโลยีการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (decentralized) หรือที่เรียกว่า Distributed Ledger Technology (DLT)’ ซึ่งทำให้ข้อมูล digital transaction  แต่ละคนสามารถส่งต่อไปยังทุก ๆ คนได้ เป็นเสมือนห่วงโซ่ (chain) ที่ทำให้บล็อก (block) ของข้อมูลเชื่อมต่อไปยังทุก ๆ คน โดยที่ทราบว่าใครเป็นเจ้าของและมีสิทธิ์ในข้อมูลนั้นจริง ๆ เหมือนมีเลขทะเบียนตายตัว ล็อกเอาไว้ในข้อมูลแต่ละบล็อกแล้ว

เมื่อบล็อกของข้อมูลได้ถูกบันทึกไว้ในบล็อกเชนนี้แล้ว ก็จะเป็นเรื่องยากมาก ๆ ที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรใด ๆ เวลาที่มีใครต้องการจะเพิ่มข้อมูล ทุก ๆ คนในเครือข่ายซึ่งล้วนมีสำเนาของบล็อกเชน จะสามารถรัน algorithm  เพื่อตรวจสอบ digital transaction  (การทำรายการ) โดย digital transaction ใหม่นี้จะได้รับอนุญาต ต่อเมื่อในเครือข่ายส่วนใหญ่เห็นด้วยว่ามันถูกต้อง กล่าวคือ เป็นการเก็บข้อมูลและส่งต่อข้อมูลที่มีการตรวจสอบกันเอง และไม่มีศูนย์กลางมากำกับอย่างแท้จริงนั่นเอง

ภาพจำลองการทำงานของ blockchain (ภาพประกอบโดย freepik)

ให้ลองนึกภาพว่าเราแต่ละคนมีบล็อกเป็นของตัวเอง รับรู้ว่าทุกคนมีบล็อกของตัวเอง และทราบว่ามันหน้าตาเป็นอย่างไร การจะส่งต่อบล็อกนั้น ๆ ให้กับผู้อื่น ก็จะสามารถตรวจสอบกันเองได้ว่าบล็อกนั้นมีการปลอมแปลง ทำซ้ำ หรือแอบแก้ไขอะไรลงไปก่อนหรือไม่ได้โดยไม่ยากมากนัก

บล็อกเชนนั้นเป็นเหมือนเทคโนโลยีทั้งหมดในภาพรวม หมายถึงการใช้งานเทคโนโลยีบล็อกเชนนี้มีความหลากหลายอย่างมาก อย่างเช่น วงการอสังหาริมทรัพย์ สามารถประยุกต์ใช้ทำ smart contract หรือสัญญาแบบดิจิทัล โดยถ้าสัญญาอยู่ในบล็อกเชน ทุกคนจะเห็นข้อมูลตรงกัน เราจึงสามารถไว้ใจให้ระบบปฏิบัติงานใดๆ ตามที่ระบุไว้ในสัญญาได้อย่างอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้ได้อีกมากมาย ดังที่มีการสรุปไว้ในแผนภาพนี้

การนำเทคโนโลยีบล็อกเชนไปประยุกต์ใช้ (ภาพโดย techsauce.co)

อีกประโยชน์ที่น่าสนใจ และเป็นประเด็นถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ของการประยุกต์ใช้บล็อกเชน คือ ‘NFT’ หรือ non-fungible token ซึ่งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นนั้น ‘โลกไอที’ ได้กล่าวเอาไว้แล้วใน “โลกไอที – ดราม่าวงดนตรี NFT กับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยังแก้ไม่ตก” นะ !

แล้วบล็อกเชนจะเชื่อมโยงไปยัง Bitcoin ได้ยังไงกัน ? ถ้าให้พูดถึงเรื่องนี้ ต้องเล่าย้อนไปจนถึงประวัติของ Bitcoin กันก่อน คือเมื่อปี 2551 ได้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เราเรียกว่า global financial crisis หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เกิดจาก เลห์แมน บราเธอร์ส สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ได้ยื่นขอล้มละลายอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 กันยายน 2551 ซึ่งต้นตอแท้จริงของวิกฤตครั้งนั้นมาจากภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐฯ สืบเนื่องจากการเก็งกำไรในตลาดที่อยู่อาศัย เพราะธนาคารปล่อยสินเชื่อที่มีความน่าเชื่อถือต่ำหรือด้อยคุณภาพ (subprime) มากจนเกินไป (เป็นที่มาของชื่อวิกฤต ‘วิกฤตซับไพรม์’) สะท้อนว่าการให้สถาบันการเงินบางสถาบันคุมเงินทุนส่วนใหญ่ของโลกใบนี้นั้น หากสถาบันนั้นเกิดล้มขึ้นมา เศรษฐกิจของโลกจะล้มตามกันมาได้โดยง่าย ทำให้ Satoshi Nakamoto (นามแฝง) ก่อตั้งเว็บไซต์ที่ชื่อ Bitcoin.org ขึ้นในวันที่ 18 สิงหาคม และต่อมาในวันที่ 31 ตุลาคม ปีเดียวกัน ก็ได้เผยแพร่เอกสาร white paper ออกสู่สาธารณะชนเป็นครั้งแรก โดยใช้ชื่อเอกสารว่า ‘Bitcoin : A Peer-to-Peer Electronic Cash System’ เป็นการประกาศเปิดใช้งานระบบเงินดิจิทัลนามว่า ‘Bitcoin’ ขึ้นมาอย่างเป็นทางการ ในเวลาที่ไล่เลี่ยกันกับที่ระบบการเงินแบบเก่ากำลังจะล่มสลาย โดยออกแบบให้ Bitcoin เป็นเงินดิจิทัลสกุลแรกในประวัติศาสตร์ที่ใคร ๆ ก็สามารถใช้ได้ ทุกคนสามารถถือเงินและโอนเงินหากันได้โดยไม่ต้องผ่านตัวกลางใด ๆ เช่น ธนาคาร และที่สำคัญ มันไม่ได้ถูกสร้างหรือควบคุมโดยรัฐหรือองค์กรใด ๆ เหมือนทุกคนก็สามารถเป็นเจ้าของธนาคารได้เอง

ในวันเดียวกันนี้แหละ ที่เทคโนโลยีบล็อกเชน ได้ถือกำเนิดขึ้นพร้อม ๆ กับ Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลแรกของโลก !

หากยังไม่เห็นภาพ สามารถดูวีดีโอด้านล่างนี้ เพื่อทำความเข้าใจแบบสรุปอีกรอบก็ได้นะ

ค่าเงินของสกุลเงินเหล่านี้ ตามปกติ จะเพิ่มขึ้นและลดลงได้ตามกลไกการตลาด ถ้ามีคนต้องการมาก ราคาก็จะเพิ่มขึ้น หากมีคนต้องการน้อย ราคาก็จะถูกลงตามกลไก

สกุลเงินดิจิทัลนี้ เมื่อถูกสร้างขึ้นมาให้เข้าสู่ระบบบล็อกเชนจะมีปริมาณจำกัด โดยเป็นไปตามสกุลเงินแรกอย่าง Bitcoin ซึ่งผู้สร้างได้จำกัดจำนวนไว้เพียงแค่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น เพราะเขาคาดการณ์ไว้แล้วว่า หาก Bitcoin มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่มีจำกัด (จากการขุด ซึ่งจะพูดถึงต่อไป) อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ และทำให้มูลค่าของ Bitcoin ลดลง จนหายไปจากตลาดได้ ดังนั้นการจำกัดจำนวนเหรียญ Bitcoin จึงเป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในอนาคต

แม้จะมีปริมาณจำกัด แต่อย่างที่บอกไว้ว่าคริปโตเคอร์เรนซีนั้นเป็นเงินในระบบบล็อกเชนที่ไม่มีศูนย์กลาง แปลว่าสกุลเงินเหล่านี้ ไม่ว่าใครก็สามารถเป็นเจ้าของได้ แม้จะไม่มีธนบัตร หรือเหรียญเป็นที่จับต้องได้ชัดเจน แต่ก็สามารถใช้จ่ายหรือใช้ลงทุนเหมือนการลงทุนในสกุลเงินต่างประเทศก็ยังได้ โดยเงินเหล่านั้นจะอยู่ใน wallet (กระเป๋าสำหรับเก็บสกุลเงินดิจิทัล) ให้นึกภาพเหมือนเป็นบัญชีที่เราเป็นเจ้าของอยู่ กระเป๋าเงินนี้ ก็จะทำหน้าที่เก็บเงินของเรา เข้ารหัสเอาไว้เพื่อความปลอดภัย และสามารถใช้จ่ายได้แบบออนไลน์ เหมือนแอปพลิเคชันธนาคารในสมาร์ทโฟนของเราเป๊ะ ๆ เลย !

แล้วทำไมสกุลเงินดิจิทัลถึงมาฮิตกันเอาเวลานี้ล่ะ ?

อ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะมีคำถามว่า ถ้าสกุลเงินดิจิทัลเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อ 13 ปีที่แล้ว ทำไม Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ถึงเพิ่งมาฮิตกันเอาเวลานี้ล่ะ ? นั่นก็เพราะว่ามีผู้ที่สนใจเทคโนโลยีนี้และนำไปใช้ซื้อขาย และลงทุน แลกเปลี่ยนกันมาอย่างยาวนาน โดยเริ่มมีการใช้ 10,000 BTC (Bitcoin) เพื่อแลกกับพิซซ่าจำนวน 2 ถาด ในปี 2552 ซึ่งขณะนั้น 1 BTC นั้นมีมูลค่าน้อยกว่า 0.01 ดอลลาร์สหรัฐซะอีก ! หลังจากนั้นเป็นต้นมา Bitcoin ก็เป็นสกุลเงินที่มีคนให้ความสนใจ และลงทุนซื้อขายมากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ราคาของมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย

อย่างไรก็ตาม สำหรับรัฐบาลและธนาคารกลางทั่วโลกแล้ว ‘Bitcoin’ ได้กลายเป็นภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อสกุลเงินดั้งเดิม เพราะทางการไม่สามารถควบคุมได้ ไม่สามารถกำหนดทิศทางการแข็งค่า หรืออ่อนค่าได้ ไม่ได้เป็นผู้ปล่อยเงินเข้าสู่ระบบ ไม่ได้เป็นผู้ดึงเงินกลับเข้าสู่ท้องคลัง และไม่ได้มีสินทรัพย์ค้ำประกันใด ๆ ขณะที่ธนาคารหลายชาติต้องถือทองคำเอาไว้ เพื่อเป็นหลักทรัพย์ประกันค่าเงินของชาตินั้น ๆ กล่าวคือการที่จะกำหนดค่าเงินเองได้ จะต้องสามารถควบคุมเงินเหล่านั้นในระบบกลาง ซึ่งเป็นระบบที่มีศูนย์กลาง (centralized) ได้ แต่สกุลเงินดิจิทัลเป็นการเก็บเงินแบบกระจายศูนย์ หรือกระจายอำนาจออกไป แปลว่าไม่มีใครสามารถไปคุมค่าเงินได้ นั่นเป็นเหตุให้ใคร ๆ ก็สามารถ ‘ทำเหมืองดิจิทัล’ คือ ขุดเจาะเศษเหรียญบิตคอยน์ออกมาซื้อขายได้ และใช้จ่ายได้โดยไม่พึ่งพาสถาบันทางการเงินใด ๆ เนื่องจากการซื้อขายจะบันทึกเอาไว้ในระบบบล็อกเชนแทน

ในช่วงแรก ทางการแต่ละประเทศเพียงปิดเว็บไซต์ที่ซื้อขายบิตคอยน์ไปอย่างเงียบ ๆ แต่เมื่อ ‘Bitcoin’ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมาอย่างมหาศาลจนราคาพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทางการจึงต้องออกมาจัดการขั้นเด็ดขาด

ในปี 2561 หน่วยงานกำกับดูแลจากหลายรัฐบาลได้เข้ามาจัดการ Bitcoin โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างจีนที่เป็นประเทศมหาอำนาจแรก ๆ ที่จัดการบิตคอยน์และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ด้วยการปิดเว็บไซต์ซื้อขายหลัก ประกาศห้ามซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล และห้ามระดมทุนผ่านการออกเงินดิจิทัล หรือที่เรียกว่า ‘Initial Coin Offerings (ICOs)’ ด้วย

ไม่ใช่แค่จีนเท่านั้น ทางด้านสหภาพยุโรปยังเห็นว่าสกุลเงินดิจิทัลเป็นช่องทางการทำผิดกฎหมาย เนื่องจากปราศจากการกำกับดูแล และเปิดพื้นที่ให้อาชญากรฟอกเงินได้ง่าย ในขณะที่ด้านสหราชอาณาจักรและสหรัฐฯ ต่างหาวิธีการมากำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล ทำให้ Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ จากเดิมที่เป็นช่องทางการลงทุนหรือซื้อขายแบบไม่มีรัฐมาเกี่ยวข้อง กลายเป็นว่าโดนควบคุมเป็นระลอก และโดนคุมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนั่นก็คือหนึ่งในสาเหตุที่ ทำให้ Bitcoin ฟองสบู่แตก และราคา Bitcoin ร่วงหนักมาก จากที่ 1 BTC = ประมาณ 667,800 บาท ดิ่งเหลือเพียง 99,720 บาทในเวลาประมาณ 1 ปีเท่านั้น

แต่อย่างที่เราทราบกัน ราคา Bitcoin นั้นพุ่งกลับไปจนถึง 2,045,947 ได้ในปี 2564 นี้ แปลว่ากระแสการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลนี้มันต้องกลับมา และกลับมาแรงกว่าเดิมแน่ ๆ

ในช่วงปลายเดือนตุลาคม ปี 2563 ที่ผ่านมา PayPal บริษัทชำระเงินยักษ์ใหญ่ที่มีผู้ใช้งานกว่า 345 ล้านบัญชีทั่วโลก ได้ประกาศรับชำระซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลต่าง ๆ ผ่าน PayPal ได้แล้ว นั่นหมายความว่าการซื้อขายแลกเปลี่ยน Bitcoin นั้นจะง่ายขึ้นเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นไม่นาน Apple Pay หนึ่งในบริการชำระเงินผ่านมือถือที่มียอดผู้ใช้งานเกือบ 400 ล้านบัญชีทั่วโลก ก็ประกาศเปิดให้นักลงทุนสามารถซื้อ Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ ผ่านแอปพลิเคชันได้

เมื่อ 2 ยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินเปิดรับและยอมรับสกุลเงินดิจิทัลมากยิ่งขึ้น ความสะดวกในการใช้งานในการแลกเปลี่ยนเพิ่มมากขึ้นและน่าเชื่อถือขึ้น ในอนาคต Bitcoin อาจถูกนำมาใช้เป็นสินทรัพย์ทุนสำรองระหว่างประเทศแบบเดียวกับการใช้ทองคำอย่างที่ธนาคารเคยสำรองเอาไว้ก็เป็นได้

แม้กระทั่งในประเทศไทยเอง ก็มีการเปิดรับให้สามารถใช้จ่ายซื้อของได้ด้วยสกุลเงินดิจิทัลมากยิ่งขึ้นแล้วด้วย อย่างเช่นกลุ่มอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็น ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (origin property), แอสเซทไวส์ (assetwise) , แสนสิริ (sansiri) และ สิงห์เอสเตท (singha estate) ฯลฯ หรือกระทั่งร้านค้าทั่วไป เช่น โรงภาพยนตร์ ‘เมเจอร์’ เริ่มทดลองให้จ่ายค่าตั๋วหนังด้วย ‘บิตคอยน์’ โดยนำร่องที่สาขารัชโยธินเป็นแห่งแรก เป็นต้น

อีกหนึ่งตัวแปรหลักของการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2560 และช่วงปลายปี 2563 นี้นั้นคือการฮาล์ฟวิง (halving) ของ BTC ที่จะเกิดขึ้นประมาณทุก 4 ปี ซึ่งทุกครั้งที่ BTC เกิดการฮาล์ฟวิง จะส่งผลให้ราคาของ BTC นั้นปรับตัวสูงขึ้นได้

แล้วการฮาล์ฟวิงนี่คืออะไรกันล่ะ ?

ข้อมูลจาก moneybuffalo เว็บไซต์สอนการลงทุนของไทย ได้อธิบายการฮาล์ฟวิงเอาไว้ว่า โดยปกติแล้วกลไกการแลกเปลี่ยนของ Bitcoin ต้องพึ่งการตรวจสอบธุรกรรม ถอดรหัสการทำธุรกรรมต่าง ๆ หรือที่เรียกว่าการขุด Bitcoin ซึ่งผู้ที่ยืนยันหรือขุด Bitcoin ได้สำเร็จนั้น จะได้ Bitcoin เป็นรางวัลตอบแทน แต่เนื่องจาก Bitcoin ทั่วทั้งโลก รวมทุกบล็อกในระบบบล็อกเชนนั้น มีจำนวนจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญเท่านั้น หากมีการขุดไปเรื่อย ๆ ตัว Bitcoin เองก็จะถูกขุดจนหมดในเวลาไม่นาน Satoshi Nakamoto จึงได้คิดเรื่องการฮาล์ฟวิงขึ้นมา

ฮาล์ฟวิง คือการลดทอนผลตอบแทนของการขุดลงครึ่งหนึ่ง โดยในยุคเริ่มต้นของ Bitcoin นั้นผลตอบแทนของการขุดจะได้สูงถึง 50 BTC ต่อการขุด 1 บล็อก แต่เมื่อเกิดการฮาล์ฟวิง ผลตอบแทนของการขุดจะลดลงครึ่งหนึ่ง หรือเหลือ 25 BTC ต่อการขุด 1 บล็อค และในปี 2563 ก็เกิดการฮาล์ฟวิงครั้งที่ 3 ทำให้ผลตอบแทนในปัจจุบันเหลือเพียง 6.25 BTC ต่อการขุด 1 บล็อก เกิดเป็นปัญหาว่า ปัจจุบัน Bitcoin นั้นขุดหายากขึ้นทุกวัน และขุดได้น้อยลงเรื่อย ๆ อีกด้วย

นั่นหมายความว่า ยิ่งเวลาผ่านไป Bitcoin ก็จะยิ่งหายากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะปริมาณ Bitcoin ใหม่ที่จะออกสู่ตลาดก็จะน้อยลงและขาดแคลน ซึ่งหลาย คนเชื่อว่าสิ่งนี้จะทำให้มูลค่าของ Bitcoin เพิ่มขึ้น และทำให้ทุกครั้งหลังการฮาล์ฟวิง ราคาของ BTC ก็จะปรับตัวและทำจุดสูงสุดในช่วงประมาณ 1 ปีครึ่ง ซึ่งนี่อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ปัจจุบัน Bitcoin มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำ all time high[kw8]  ได้

ถึงแม้การฮาล์ฟวิงจะทำให้ Bitcoin ขาดแคลนและควรจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น แต่ทว่า สกุลเงินดิจิทัลนั้นไม่ได้มีแต่เพียง Bitcoin ยังมีสกุลเงินอื่น ๆ (altcoin) อีกมากมาย ทำให้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าการฮาล์ฟวิงนั้นทำให้มูลค่าของ Bitcoin เพิ่มขึ้นจริง ๆ หรือไม่

มีสกุลเงินอื่น หรือ altcoin อีกอย่างนั้นเหรอ ?

ตลอดทั้งบทความที่ผ่านมา เราได้ทำความรู้จักกับสกุลเงินดิจิทัลแรกของโลกอย่าง Bitcoin ไปแล้ว แต่ที่จริง สกุลเงินดิจิทัลในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่ Bitcoin เท่านั้น แต่เพราะ Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลแรก จึงทำให้มีคนรู้จักเยอะ ปลอดภัยสูงสุด และมีราคาสูงที่สุดในเวลานี้ โลกเรายังคงมีสกุลเงินดิจิทัลอื่น ๆ อีกมากมายเลย ซึ่งเรียกรวมกันทั้งหมดว่า altcoin หรือ อัลท์คอยน์

แล้วเจ้า altcoin นี้คืออะไรกันบ้างล่ะ ?

altcoin หรือ อัลท์คอยน์ นั้นเกิดจากการรวมคำ 2 คำ นั่นก็คือ alternate ที่แปลว่าทางเลือก และคำว่า coin ซึ่งในที่นี้หมายถึงเหรียญสกุลเงินดิจิทัล จึงกลายเป็น “เหรียญทางเลือก” นอกเหนือจาก ‘Bitcoin’ ที่เป็นเหรียญพี่ใหญ่สุดของวงการสกุลเงินดิจิทัล ในกลุ่ม altcoin บางเหรียญก็มีคุณสมบัติที่คล้ายกับ Bitcoin ในขณะที่บางเหรียญก็แตกต่างจาก Bitcoin ไปอย่างสิ้นเชิงเลย

คริปโตเคอร์เรนซีหลัก ๆ ที่มีอยู่ตอนนี้ ซึ่งนอกจาก Bitcoin แล้ว ที่เหลือเป็น altcoin ทั้งสิ้น
ประเภทของ altcoin

เว็บไซต์ฐานเศรษฐกิจ ได้แบ่งประเภทของ altcoin เอาไว้ 4 ประเภทด้วยกัน โดยพิจารณาจากกลไกการทำงาน จุดประสงค์ และ รูปแบบของตัวเหรียญ ได้ดังนี้

  • mining-based

เหรียญในกลุ่ม mining-based altcoins นั้น ต้องใช้การ ‘ขุด’ ในการสร้างเหรียญขึ้นมาตามชื่อ ที่ใช้คำว่า mining หรือก็คือการตรวจสอบธุรกรรม ถอดรหัสการทำธุรกรรมต่าง ๆ ด้วยอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ของแต่ละคน ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนเป็นเหรียญสกุลเงินนั้น ๆ โดยเหรียญประเภทนี้มักใช้ฉันทามติแบบ proof of work (ผลจากการทำงาน) โดยผลจากการทำงานนี้ เป็นเหมือนรางวัลจากการแข่งขันการขุดเหรียญนั้นขึ้นมา ซึ่งจะอธิบายต่อไป

ตัวอย่างของเหรียญประเภทนี้ได้แก่ : Ethereum (ETH), Litecoin, Dogecoin, Bitcoin Cash เป็นต้น

  • stable coins

stable coins เป็นเหรียญที่มีจุดประสงค์เพื่อลดความผันผวนของราคา ด้วยการผูกมูลค่าของมันไว้กับสินทรัพย์ในโลกแห่งความจริง เช่น เงินดอลลาร์, ทองคำ หรือแม้แต่เงินดิจิทัลสกุลอื่น เมื่อมีสิ่งที่จับต้องได้ ประกอบกับความคุ้นเคยของผู้คน ทำให้ราคาของ stable coins มักจะมีความผันผวนต่ำ เหมาะกับการแลกเปลี่ยน เพื่อเก็บเป็นมูลค่าจากการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ

ตัวอย่างของเหรียญประเภทนี้ได้แก่ : USDT, USDC, และ DAI เป็นต้น  

  • utility tokens

utility tokens ก็คือเหรียญที่เอาไว้ใช้แลกเปลี่ยนบริการต่าง ๆ ตามที่ผู้สร้างโทเคนกำหนดไว้ ซึ่งสามารถเสนอขายโทเคนผ่านกระบวนการ ‘Initial Coin Offering (ICO)’ ซึ่งเป็นการระดมทุนรูปแบบหนึ่งบนบล็อกเชน เราสามารถเปรียบเทียบ utility tokens ได้กับ ‘น้ำมันดิจิทัล’ ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนบริการหรือขับเคลื่อนกิจกรรมบนแพลตฟอร์มนั้น ๆ ซึ่งมูลค่าของ utility tokens มักจะมาจากบริการหรือความนิยมของแพลตฟอร์ม ที่ทำให้ความต้องการโทเคนเพื่อนำไปใช้แลกเปลี่ยนกับบริการหรือเพื่อเก็บไว้เก็งกำไรสูงขึ้น

ตัวอย่างของเหรียญประเภทนี้ได้แก่ : Bitkub Coin (KUB), Binance Coin (BNB), Uniswap, Filecoin, Civic และ Siacoin เป็นต้น

  • security tokens

security tokens คือหลักทรัพย์ทางการเงินที่ถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของเหรียญดิจิทัล นอกจากนี้ยังเป็นเหมือนสัญญาการลงทุนที่แสดงความเป็นเจ้าของตามกฎหมายของทรัพย์สินทางกายภาพหรือดิจิทัลอีกด้วย นี่จึงเป็นเหมือนการสร้างหลักทรัพย์ทางการเงินชนิดใหม่สำหรับโปรเจคหรือธุรกิจ ซึ่งบริษัทหรือผู้พัฒนาสามารถเสนอขายโทเคนผ่านกระบวนการ security tokens offerings (STO) โดยให้สัญญาแก่ผู้ซื้อว่าจะให้ผลตอบแทนในรูปแบบของ หุ้นส่วน, สิทธิในการโหวต (เหมือนผู้ถือหุ้น), เงินปันผล ฯลฯ ดังนั้นมูลค่าของ security tokens จึงขึ้นอยู่กับมูลค่าของบริษัทหรือโปรเจกต์นั้น ๆ รวมถึง ผลประกอบการทางธุรกิจ และแนวโน้มการเติบโตในอนาคต

เรียกว่า altcoin แต่ละชนิด ก็จะมีประโยชน์ รวมถึงวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปด้วย

การลงทุนกับสกุลเงินดิจิทัล

เมื่อได้ทราบกันไปแล้วว่าสกุลเงินดิจิทัลคืออะไร ทำงานบนเทคโนโลยีไหน และมีเหรียญหลักอย่าง Bitcoin รวมถึงมีเหรียญประเภทอื่น ๆ อีกมากมาย อีกคำถามที่น่าจะเกิดตามมาบ้างก็คือ ถ้าเกิดว่าเราอยากลงทุนกับสกุลเงินดิจิทัล เราควรลงทุนในรูปแบบไหนล่ะ ?

โดยสรุปแล้ว การจะลงทุนกับสกุลเงินดิจิทัลนั้นสามารถทำได้หลัก ๆ 2 ประเภทด้วยกัน ดังนี้

“การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน”

โฆษณาแอปพลิเคชันเพื่อการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีในประเทศไทย Bitkub

การขุดคริปโตเคอร์เรนซี (cryptocurrency mining)

การขุดคริปโตเคอร์เรนซี (cryptocurrency mining) นั้นเป็นไปตามที่ได้อธิบายเอาไว้แล้วว่า เป็นการตรวจสอบธุรกรรม ถอดรหัสการทำธุรกรรมต่าง ๆ จากการโอนสกุลเงินเหล่านั้นของผู้อื่น แล้วจะได้รางวัลเข้าไปยัง wallet ของเรา

โดยการจะถอดรหัสเพื่อตรวจสอบธุรกรรมเหล่านั้นได้ จะต้องทำผ่านการ ‘แข่งขัน’ กันถอดรหัสเพื่อตรวจสอบการทำธุรกรรมต่าง ๆ ซึ่งใครที่ทำได้เสร็จก่อน ก็จะ ‘ชนะ’ และได้รับสกุลเงินนั้นไป ระบบการให้รางวัลนี้เรียกว่า proof of work (pow) ด้วยปัจจุบันที่การแข่งขันสูงมาก และการฮาล์ฟวิงที่ลดทอนผลตอบแทนของการขุดลงครึ่งหนึ่งทุก ๆ 4 ปี ทำให้การจะขุดหาเอาเหรียญใหม่ขึ้นมานั้นเป็นไปได้ยากขึ้นมาก รวมถึงจะต้องใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย

ในปัจจุบัน อุปกรณ์ที่สามารถขุดเหรียญได้เร็วที่สุดคือ ‘การ์ดจอ’ นั่นเอง โดยปกติที่จะเริ่มลงทุนเพื่อขุดเหรียญ เราก็จะต้องหาการ์ดจอประมาณ 5-6 ใบ มาประกอบรวมกันเป็นเครื่องเดียว เปิดเครื่องเพื่อให้ดำเนินการขุดตลอด 24 ชั่วโมง แล้วก็จะได้รับเหรียญสกุลเงินดิจิทัลเป็นผลตอบแทน จากนั้นก็ทำการขายออกเพื่อแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินสกุลหลัก (fiat currencies) ของเรา โดยเจ้าเครื่องขุดเหรียญที่ประกอบไปด้วยการ์ดจอเหล่านี้ก็คือ ‘ริกขุดเหมือง’ ประเภทหนึ่ง โดยริกนี้เรียกว่า ‘GPU Mining Rig’ หรือริกขุดเหมืองคริปโตฯ ด้วยการ์ดจอนั่นเอง

ที่จริงแล้ว ยังมีริกขุดเหมืองโดยใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ประเภทอื่น ๆ อีก เช่น cpu, ram หรือกระทั่ง ssd อีกด้วย แต่การ์ดจอนั้นทำได้เร็วที่สุด และมีประสิทธิภาพ คุ้มกับค่าไฟที่ลงทุนไปมากที่สุดนี่เอง

เมื่อลองเรียงลำดับดี ๆ ถ้าก่อนหน้านี้บอกว่า เหรียญมีปริมาณจำกัด และอาจจะถูกขุดไปจนหมด แล้วจะทำอย่างไรต่อ คำตอบก็คือ หากสกุลเงินหนึ่งถูกขุดไปจนหมด เพราะมีปริมาณจำกัด และราคาจะสูงขึ้นอย่างมากจนไม่อาจลงกลับมาได้อีก ริกขุด ก็จะถูกนำไปใช้ขุดเหรียญสกุลเงินอื่นต่อไป อย่างปัจจุบัน มีคนเลือกที่จะขุดเหรียญ ethereum หรือ dogecoin แทน Bitcoin แล้ว เพราะเหรียญจำพวก altcoin นั้นสามารถทำกำไรได้มากกว่า

ข้อดีของการขุดคริปโตเคอร์เรนซี
  • ไม่ต้องคอยเฝ้าอะไรเลย ขอแค่เตรียมริกให้พร้อม ก็สามารถปล่อยให้ริกขุดเหมือง และรับคริปโตเคอร์เรนซีได้เรื่อย ๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติมมากนัก
  • ไม่ต้องใช้ความรู้ด้านการลงทุนมากเท่าการเทรด
  • การ์ดจอที่ใช้ในริก สามารถนำไปขายต่อ เพื่อคืนทุนได้อีกด้วย
ข้อเสียของการขุดคริปโตเคอร์เรนซี
  • การฮาล์ฟวิงที่เกิดขึ้นอยู่ทุก 4 ปี ทำให้การขุดคริปโตเคอร์เรนซีนั้นทำได้ยากขึ้นอย่างมาก
  • ค่าใช้จ่ายในการเตรียมริก รวมถึงค่าบำรุงรักษาเช่นค่าไฟ ค่าซ่อมบำรุง สูงมาก หากจะให้ได้ผลกำไรที่มากพอ (อาจสูงได้ถึงหลักล้านบาทต่อเดือน)
  • การขุดคริปโตเคอร์เรนซีนี้ จะได้เฉพาะการขุดเหรียญประเภท mining-based เช่น Bitcoin ethereum หรือ dogecoin เป็นต้นเท่านั้น
  • ปัจจุบัน การขุดคริปโตเคอร์เรนซีเพื่อหาเหรียญใหม่นั้น เป็นวิธีการที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก

การเทรดคริปโตเคอร์เรนซี (cryptocurrency trading)

ส่วนการเทรดคริปโตเคอร์เรนซี (cryptocurrency trading) นั้น พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนการเล่นหุ้น เราซื้อสกุลเงินดิจิทัลเหล่านั้น ด้วยสกุลเงินของประเทศนั้น ๆ (เช่น บาทไทย) และถือเอาไว้ใน wallet ของเรา เมื่อมูลค่าของเหรียญเพิ่มขึ้น ก็ขายออก เพื่อแลกเปลี่ยนกลับไปเป็นสกุลเงินหลักของเราแทน

การเทรดสกุลเงินเหล่านี้มักทำผ่านศูนย์ซื้อขาย ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนสะพานเชื่อมในการซื้อ หรือขายสกุลเงินดิจิทัลเหล่านั้นได้ โดยขั้นตอน เติมเงินเข้าระบบ => เลือกซื้อเหรียญในระบบ => เหรียญนั้นจะอยู่ในกระเป๋าของเรา

หลังจากนั้นเราก็สามารถเลือกได้ว่าจะนำเงินนั้นไปใช้จ่าย หรือขายออก โดยปัจจุบันจะมีวิธีการเทรดด้วยการซื้อสกุลเงินที่เป็น mining-based หรือ utility tokens ซึ่งมีความผันผวนมาก แล้วถือเอาไว้ก่อน เมื่อคิดว่ามันมีราคาที่มากพอ และคิดว่าได้กำไรจากสกุลเงินนั้นแล้ว ก็จะขายออกไปเป็นเหรียญที่เป็น stable coins ซึ่งมีความผันผวนน้อยกว่า แล้วจึงขายเหรียญเหล่านั้นออกมาเป็นสกุลเงินหลักของเราอีกที

แม้ว่าศูนย์ซื้อขายจะเป็นเหมือนธนาคารคนกลางแบบระบบที่มีศูนย์กลางแบบดั้งเดิม แต่ที่จริงแล้ว เงินเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเหรียญ mining-based, stable coin หรือ utility tokens เป็นของเรา และอยู่ในมือเราตลอด สามารถนำไปใช้ได้เลย โดยไม่มีกฎเกณฑ์แบบระบบดั้งเดิม

ข้อดีของการเทรดคริปโตเคอร์เรนซี
  • สามารถเทรดได้เลย โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเตรียมอุปกรณ์เพื่อขุดเหมืองคริปโตเคอร์เรนซี
  • สามารถเทรดได้หลายสกุลเงินกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็น mining-based หรือ utility tokens แม้กระทั่ง stable coins ก็สามารถเทรดได้เช่นเดียวกัน
  • ปัจจุบันมีช่องทางในการแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้นเยอะมาก ซึ่งในประเทศไทยให้การยอมรับแล้วด้วย เช่น Bitkub, Binance, Zipmex และอื่น ๆ
ข้อเสียของการเทรดคริปโตเคอร์เรนซี
  • การจะเริ่มเทรดคริปโตเคอร์เรนซีได้นั้น ต้องมีพื้นฐานด้านการลงทุนก่อน ซึ่งอาจจะต้องศึกษานานมาก
  • คริปโตเคอร์เรนซี (โดยเฉพาะ mining-based) นั้นมีความผันผวนมาก วันนี้อาจจะราคาขึ้นได้สูงถึงกว่า 200% ในขณะที่วันต่อมาราคาอาจจะดิ่งจนเหลือมูลค่าเพียง 20% ของวันนี้ก็เป็นได้
  • ราคาของคริปโตเคอร์เรนซีนั้นอาจจะเปลี่ยนกันแบบชั่วโมงต่อชั่วโมง ทำให้แทบต้องนั่งเฝ้าราคาของมันตลอดเวลา
  • หากเกิดการขาดทุนขึ้นมา อาจจะทำให้เกิดการ ‘ดอย’ หรือการซื้อคริปโตเคอร์เรนซีในราคาสูง แล้วไม่สามารถขายออกได้ เพราะราคาตกต่ำเกินกว่าที่จะขายออกได้ แล้วเราไม่สามารถคืนทุนได้ด้วยวิธีไหนเลย

การขุดเหมือง ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติ กับการ์ดจอราคาพุ่ง

อาจจะคิดว่าการขุดคริปโตเคอร์เรนซีนั้นมีแต่ข้อดี เพียงแค่ปล่อยให้มันขุด ก็ได้เหรียญ แต่ที่จริงแล้วการขุดคริปโตฯ นั้น ก็มีข้อเสียตรงที่สร้างปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมได้มากมาย

“เมื่อสมการที่ใช้ในการขุดหาเหรียญดิจิทัลมันยากขนาดนั้น คอมพิวเตอร์ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าในการคำนวณมากไปด้วย ซึ่งพลังงานไฟฟ้าที่ใช้นั้น จะเป็นพลังงานสะอาด ไม่ใช่พลังงานจากการเผาถ่านหินหรือไม่ ก็ไม่มีใครตอบได้ทั้งหมด”

โลกไอที – ดราม่าวงดนตรี NFT กับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยังแก้ไม่ตก

การใช้พลังงานจำนวนมากเพื่อขุดหาเหรียญสกุลเงินดิจิทัลเข้ากระเป๋าของคนเพียงบางคนนั้น เป็นเหมือนการเร่งการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่รุนแรงมาก ในบทความโลกไอทีครั้งที่แล้วได้พูดถึง Memo Akten ซึ่งค้นพบว่าใน ภาพ NFT 1 ชิ้นใช้พลังงานเท่ากับชาวยุโรปคนหนึ่งใช้ไฟฟ้าทั้งเดือนเลยทีเดียว

และมันไม่ได้มีปัญหาเฉพาะกับค่าไฟฟ้าเท่านั้น

การจะขุดคริปโตเคอร์เรนซีขึ้นมาใหม่ จะต้องทำริกที่พร้อมใช้งานซึ่งหมายถึงต้องใช้การ์ดจออย่างน้อย 5–6 ใบ ซึ่งการผลิตการ์ดจอแต่ละใบนั้นจำเป็นต้องใช้ ‘แร่หายาก (rare earth)’ ในการผลิต ซึ่งแร่นี้ เป็นแร่ที่มีวันหมดไปจำนวนมาก

ประจวบเหมาะกับที่ปีนี้ (2564) เกิดเหตุการณ์ global chip shortage ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ชิพ ชิ้นส่วนสำคัญในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีทุกชนิดซึ่งต้องใช้สารกึ่งตัวนำ (semiconductor) ไม่ว่าจะเป็นบอร์ด คอมพิวเตอร์ รถยนต์ วีดีโอเกมคอนโซล รวมถึง ‘การ์ดจอ’ ขาดตลาดอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลมาจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้พนักงานไม่สามารถไปผลิตสารกึ่งตัวนำมาใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ทันตามความต้องการ ในขณะเดียวกันก็ได้เกิดสงครามทางการค้า (trade war) ระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศผู้ผลิตแร่หายากรายใหญ่ของโลกอย่างจีนอีกต่างหาก ทำให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เกือบทุกชนิดในปี 2564 นี้ ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะการ์ดจอ ซึ่งมีปริมาณความต้องการสูงมาก ทั้งกับนักลงทุนที่ต้องการขุดเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี และคนเล่นเกม

ราคาการ์ดจอที่พุ่งสูงในตอนนี้ สร้างความบาดหมางระหว่างคนเล่นเกม และเหล่านักขุดเหมืองคริปโตเคอร์เรนซีอย่างมากจนถึงปัจจุบัน ต้องคอยแย่งชิงกันซื้อการ์ดจอกัน คนที่อยากเล่นเกมก็หาการ์ดจอมาเพื่อเล่นเกมไม่ได้ โดนนักขุดเหมืองคริปโตฯ แย่งการ์ดจอไปจนหมด แล้วยังเจอปัญหาการ์ดจอราคาพุ่งสูงอีก จากปกติการ์ดจอมีราคาประมาณ 12,xxx บาท ราคาก็พุ่งไปจนถึงหลัก 3x,xxx บาท และยังไม่มีทีท่าว่าราคาจะลดลงแต่อย่างใด

แล้วการลงทุนกับสกุลเงินดิจิทัลในประเทศไทยล่ะ ?

สำหรับประเทศไทยเรานั้น ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการลงทุนกับสินทรัพย์ดิจิทัลนี้มากขึ้นเช่นเดียวกัน

สำหรับภาครัฐ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ได้ออกประกาศที่กธ. 18/2564 เรื่อง ‘หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 11)’ โดยสั่งห้ามศูนย์ซื้อขายให้บริการ utility token และคริปโตเคอร์เรนซีอีก 4 ประเภท ลงราชกิจจานุเบกษา และมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งในประกาศดังกล่าว ห้ามศูนย์ซื้อขายให้บริการ ‘utility token พร้อมใช้’ หรือคริปโตเคอร์เรนซี ที่มีลักษณะใดลักษณะหนึ่งดังต่อไปนี้ มาซื้อขายในศูนย์ซื้อขาย

  • ไม่มีวัตถุประสงค์หรือสาระชัดเจนหรือไม่มีสิ่งใดรองรับโดยมีราคาขึ้นอยู่กับกระแสในโลกโซเชียล (meme token) อย่างเช่นข่าวที่เคยมี ‘ลุงตู่คอยน์’ ที่เคยปรากฏในตลาดซื้อขายเงินดิจิทัล จนเป็นข่าวในประเทศไทยอยู่ช่วงหนึ่ง
  • เกิดจากกระแสความชื่นชอบส่วนบุคคล (fan token)
  • โทเคนดิจิทัลที่เกิดจากการนำเทคโนโลยีมาใช้แสดงความเป็นเจ้าของหรือให้สิทธิ์ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือที่เฉพาะเจาะจง โดยไม่สามารถใช้โทเคนดิจิทัลประเภทและชนิดเดียวกัน และจำนวนเท่ากันแทนกันได้ (non-fungible token : NFT)
  • โทเคนดิจิทัลที่ออกโดยศูนย์ซื้อขายเองหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ซื้อขายเพื่อวัตถุประสงค์ ในการใช้ประโยชน์สำหรับธุรกรรมที่เกิดขึ้นบนบล็อกเชน (blockchain)

อีกทั้งยังกำหนดให้ศูนย์ซื้อขาย (เช่น Bitkub, Zipmex และอื่น ๆ) ต้องจัดให้มีข้อกำหนดว่า ในกรณีของโทเคนดิจิทัลที่ออกโดยศูนย์ซื้อขายเอง หรือออกโดยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับศูนย์ซื้อขาย หากผู้ออกโทเคนดิจิทัลดังกล่าวไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อกำหนดใน white paper และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในสาระสำคัญ จะเป็นเหตุให้ศูนย์ซื้อขายเพิกถอนโทเคนดิจิทัลดังกล่าวออกจากการซื้อขายในศูนย์ซื้อขายได้ ซึ่งต้องมีการลงทะเบียนกับทาง กลต. ให้เรียบร้อย จากนั้นจึงถือว่าเป็นศูนย์จัดซื้อขายที่ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทยอีกด้วย

สามารถดูรายชื่อศูนย์ซื้อขายที่ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทยได้ที่ลิงก์นี้เลย

กราฟิกสรุปประกาศที่กธ. 18/2564 โดยกลต.

ในขณะเดียวกัน กลต. ก็ได้จัดทำเว็บไซต์ให้ประชาชนได้ทำความรู้จัก รวมไปถึงได้คอยระวังถึงความเสี่ยง ความอันตราย รวมไปถึงความพร้อมในการลงทุนกับสินทรัพย์ดิจิทัลนี้แล้วบนเว็บไซต์ เสี่ยงสูง.com

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกรณีสินทรัพย์ดิจิทัลนี้เช่นเดียวกัน โดยได้เปิดเผยผ่านนางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า เป็นห่วงนักลงทุนในการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ วัยเริ่มทำงาน หลังพบว่ามีการเข้ามาลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีเป็นจำนวนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ด้วยเหตุเพราะเข้าถึงได้ง่าย ใช้ระยะเวลาสั้น แต่ได้รับผลตอบแทนที่รวดเร็ว อย่างไรก็ตาม นายกฯ ฝากเตือนให้พิจารณาถึงความเสี่ยงจากการลงทุนประเภทนี้ เนื่องจากคริปโตเคอร์เรนซีไม่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ เป็นการเก็งกำไรและมีความผันผวนสูง

ส่วนผู้ปกครองที่เปิดบัญชีให้เยาวชน ต้องมีความระมัดระวังในการลงทุนและดูแลอย่างใกล้ชิด จึงขอให้ผู้สนใจที่จะลงทุนทำความเข้าใจในลักษณะความเสี่ยง ต้องแน่ใจว่าสามารถยอมรับการสูญเสียเกือบทั้งจำนวนได้ หาข้อมูลและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจ และอย่าหลงเชื่อคำโฆษณา ต้องเลือกผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และแนะนำให้ดูรายชื่อศูนย์ซื้อขายที่ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศไทยตามลิงก์นี้อีกด้วย

“นายกรัฐมนตรีดีใจที่คนรุ่นใหม่มีความสนใจในการลงทุน แต่การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง จึงอยากให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ รวมทั้งผู้ปกครอง ศึกษาข้อมูล เรียนรู้ก่อนการลงทุนทุกครั้ง”

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก

สำหรับภาคเอกชนในประเทศไทย ก็ได้มี บริษัท แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (bitkub capital group holdings Co.,Ltd.) ที่ได้สร้างแพลตฟอร์มศูนย์ซื้อขายของคนไทย ในประเทศไทยขึ้นในนาม Bitkub (บิทคับ) ขึ้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งยังคงเป็นที่นิยม และทำการตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ล่าสุด วันนี้ (2 พฤศจิกายน 2564) ธนาคารไทยพาณิชย์ รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์ ว่าได้มีมติอนุมัติให้ SCBS ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของธนาคารเข้าทำสัญญาซื้อหุ้นในบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด จาก บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ในสัดส่วนร้อยละ 51 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ซึ่งนั่นแปลว่า ภาคธนาคารของประเทศไทยเองก็ให้ความสนใจวงการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้นแล้วเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ เหรียญสกุลเงิน Bitkub Coin (KUB) ที่เป็น utility token ของ Bitkub ก็ราคาพุ่งขึ้นจาก 32 บาท เป็นกว่า 99.99 บาทในเวลา 19.35 ที่ผ่านมาเลยทีเดียว !

ภาพโดยแอคเคานท์ Facebook Thanawut Koolatthaporn

แต่ผู้ที่ติดตามวงการคริปโตฯ อยู่ ก็ต่างเกิดความสงสัยว่า หากศูนย์ซื้อขายเป็นของธนาคารแล้ว จากความที่สกุลเงินดิจิทัลเป็นสกุลเงินแบบไม่รวมศูนย์ จะกลับไปเป็นรวมศูนย์แทนหรือไม่ ซึ่งจะเป็นที่ถกเถียงกันต่อไป

สรุปแล้วสกุลเงินดิจิทัลน่าเล่นไหม

หลังจากที่ได้เห็นมาทั้งหมดตั้งแต่หลักการทำงานอย่างบล็อกเชน สกุลเงินดิจิทัลแรกอย่าง Bitcoin วิธีการลงทุนกับสกุลเงินดิจิทัลอย่างการขุด และการเทรดแล้ว หลายคนก็น่าจะยังเหลืออีกคำถามนึง ก็คือ สรุปแล้วคริปโตฯ มันน่าเล่นไหม ?

ต้องสรุปให้ฟังอีกซักรอบก่อนว่า การลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล (โดยเฉพาะเหรียญ mining-based) นั้นมีความเสี่ยงในการลงทุนสูงมาก ๆ เนื่องจากเป็นสกุลเงินที่ไม่ได้มีหลักทรัพย์ใด ๆ มาควบคุมไว้ เหมือน stable coins เช่น USDT หรือ USDC ทำให้วันนี้จากราคาเหรียญที่กำลังขึ้นอยู่ วันต่อมา หรือกระทั่งชั่วโมงต่อมา ราคาของมันลดลงอย่างรุนแรงเลยก็เป็นได้

ในมุมมองของผู้เขียน และใครอีกหลายคน ก็ยังคงมองว่าสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ เป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง คนที่มีความสามารถในการลงทุนมากแล้ว ก็ยังสามารถล้ม เจ๊ง หรือ ‘ดอย’ จากการลงทุนกับสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ได้อยู่

มีมโดยเพจ Siam Blockchain

ในขณะเดียวกัน สกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ แม้จะบอกไว้ก่อนหน้าว่าเป็นสกุลเงินที่ไม่ได้ผูกติดกับอะไรเลยก็ตาม แต่สำหรับสกุลเงินที่เล็กกว่าอย่างเช่น Shiba Inu Coin ก็แทบจะถูกกำหนดโดยเหล่าวาฬ หรือผู้ที่มีเงินทุนมากพอ มีกำลังซื้อ หรือพื้นที่สื่อ ไม่ว่าจะสื่อเก่าหรือสื่อใหม่ที่สร้างการชี้นำให้คนได้ อย่างเช่น Elon Musk เจ้าของบริษัท Tesla ยกตัวอย่างกรณีล่าสุดที่บัญชีผู้ใช้ @ShibaInuHodler ในทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นบัญชีผู้ใช้ที่มุ่งเน้นการลงทุนกับเหรียญสกุล Shiba Inu Coin เท่านั้น ได้ทวีตถามไปยัง Elon Musk เมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่าเขาได้ถือเหรียญ Shiba Inu Coin เอาไว้เท่าไหร่ เมื่อ Elon ตอบว่าไม่ได้ถือไว้เลย ราคาของเหรียญ Shiba Inu Coin ได้พุ่งลงจากเหรียญละ 0.000044 ดอลลาร์สหรัฐ เหลือเพียง 0.000035 ภายในไม่ถึง 6 ชั่วโมง

แม้ราคาจะพุ่งลงอย่างรวดเร็ว แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 4 วันหลังจากนั้น ราคาของมันก็พุ่งขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว (ศัพท์เทคนิคใช้คำว่า skyrocket) และอยู่ที่ราคาเหรียญละกว่า 0.00006654 USDT (หรือ ดอลลาร์สหรัฐ) และยังคงพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง จากการซื้อขายที่เพิ่มขึ้น และเป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีก ราคาจึงขึ้นตามกลไกนั่นเอง

ราคาของเหรียญ Shiba Inu Coin 1 เหรียญต่อ USDT ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 เวลา 21.36

จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า สกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ยังคงมีความผันผวนที่สูงมาก (ยกเว้นเหรียญ stable coin บางชนิด) แต่ในขณะเดียวกัน ถ้าพร้อมที่จะเสี่ยง การเทรดสกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้ก็เป็นช่องทางที่น่าสนใจ แปลกใหม่ และบางสกุลเงินก็มีอนาคตเช่นเดียวกัน

ส่วนการขุดเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี นอกจากจะเป็นวิธีการที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากแล้ว ยังมีเรื่องของเหรียญที่อาจจะหมดไปอีกด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์มองว่าเหรียญสกุลเงิน Bitcoin ซึ่งเป็นสกุลเงินแรก และมีเพียง 21 ล้านเหรียญเท่านั้น กำลังจะถูกขุดออกไปจนหมด ภายในปี 2683 ซึ่งแม้ผู้เขียนมองว่าอาจจะใช้เวลานานกว่านั้นด้วยปัจจัยด้านเหรียญสกุลเงินอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นตามมา แต่ไม่ว่าจะแบบไหน เหรียญ Bitcoin ก็ยังมีโอกาสที่จะถูกขุดไปจนหมดได้อยู่ดี ไม่ช้าก็เร็ว ดังนั้นการลงทุนเพื่อขุด Bitcoin จึงอาจจะไม่ใช่วิธีการที่ยั่งยืนมากนัก สิ่งที่ได้มาอาจเป็นประโยชน์ส่วนตัว แต่ทรัพยากรธรรมชาติที่เสียไปนั้นจะกลายเป็นปัญหาส่วนรวมที่คนทั้งโลกต้องร่วมรับผลต่อไปในอนาคต เรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันต่อไป

สุดท้ายนี้ อยากจะฝากทุกคนเอาไว้เช่นเดิม อย่างที่เคยบอกมาก่อนหน้านี้ว่า

“การลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน”

โฆษณาแอปพลิเคชันเพื่อการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีในประเทศไทย Bitkub

อ้างอิง
finnomena.com
techsauce.co
blueoclock.com
moneybuffalo.in.th/business/why-Bitcoin-all-time-high
moneybuffalo.in.th/business/Bitcoin
thansettakij.com
worldpoliticsreview.com
www.moneybuffalo.in.th
prachachat.net
sec.or.th
เสี่ยงสูง.com
facebook.com/themomentumco
thestandard.co
finnomena.com
เพจเฟซบุ๊ก ลงทุนแมน
siamblockchain.com

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
5
Love รักเลย
1
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
0
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:Lifestyle

Lifestyle

เบื้องหลังความเชื่อ และคำทำนาย: บันทึกลับฉบับ เด็ก Gen Z

เรื่องและภาพประกอบ : ปาณิสรา ช้างพลาย Varasarnpress ชวนคุณมาเปิดบันทึกลับ ฉบับ Gen Z ถึงมุมมองที่มีต่อการ “ดูดวง” ว่าเบื้องหลังความเชื่อ และคำทำนายต่าง ๆ นั้น อะไรคือสิ่งที่ทำให้การดูดวงเป็นที่นิยมในหมู่ Gen Z ตั้งแต่วัยมัธยม ...

Lifestyle

ค่าใช้จ่ายในการมีความรัก ฉบับ GEN Z

เรื่องและภาพประกอบ : ปาณิสรา ช้างพลาย Varasarnpress ชวนคุณมาร่วมสำรวจค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้นจากการมีความรัก ฉบับเด็ก Gen Z  จากการเผยแพร่แบบสอบถามทางออนไลน์ระหว่างวันที่ 21 – 25 กุมภาพันธ์ 2565 ...

Lifestyle

ความสัมพันธ์แบบ ‘ไม่ผูกมัด’ ของคนรุ่นใหม่ กับการค้นหาตัวเองที่ไม่ต้องใช้อิสระมาแลก

เรื่องและภาพประกอบ : ณัฐกมล สิทธิวงศ์ ‘รู้ไหม ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักกับการต้องเป็นคนของใคร ฉันชอบอยู่ตัวคนเดียว ความสัมพันธ์เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก และผู้คนก็เจ็บปวดเพราะมัน ใครล่ะจะต้องการ พวกเรายังเด็กอยู่เลย ใช้ชีวิตให้สนุกเท่าที่ยังมีโอกาส แล้วค่อยคิดถึงเรื่องจริงจังทีหลังดีกว่า’ นั่นคือสิ่งที่ Summer Finn ตัวละครหญิงจากภาพยนตร์เรื่อง 500 ...

Lifestyle

เมื่อชีวิตไม่ได้สมบูรณ์แบบ

เรื่อง ชนิสรา หน่ายมี ภาพ นิชดา พูลเพชร “ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตไม่ได้สมบูรณ์แบบ” หากพูดถึงความผิดพลาด หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี และเป็นสิ่งที่ไม่ต้องการให้เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามนุษย์ทุกคนต้องเคยทำสิ่งที่ผิดพลาด และมีแต่มนุษย์นี่แหละที่แบกความคาดหวังไว้บนบ่า พร้อมคิดว่าทุกอย่างต้องสมบูรณ์แบบจนทำให้เกิดความทุกข์เมื่อสิ่งที่คาดหวังไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราตั้งใจ ยึดติดกับความสมบูรณ์แบบ ความผิดพลาดอาจจะเกิดจากความคิด ...

Writings

เมื่อภาพยนตร์ถูกจำกัด : Censorship ควรมีอยู่หรือทิ้งไป?

วารสารเพรสขอชวนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักการและกฎเกณฑ์การพิจารณาภาพยนตร์และวิดีทัศน์ในประเทศไทย รวมถึงภาพรวมและผลกระทบในวงการภาพยนตร์ไทย ผ่านมุมมองของคุณสัณห์ชัย โชติรสเศรณี รองผู้อำนวยการหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน)

Writings

ทำไมเราต้องปฏิบัติต่อ ‘ก้อนหิน’ อย่างมีจริยธรรม ?

“ทำไมเราต้องปฏิบัติต่อก้อนหินอย่างมีจริยธรรม?” บางคนอาจคิดว่าคำถามนี้ดูคลับคล้ายคลับคลาว่าจะมีคำตอบ เหมือนจะรู้คำตอบ แต่ไม่รู้ว่าจะอธิบายออกมาเป็นคำพูดอย่างไร ส่วนบางคนอาจหาคำตอบไม่ได้ เพราะคุ้นเคยว่าจริยธรรมเป็นเรื่องของการปฏิบัติระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ หรืออย่างดีที่สุดก็มนุษย์กับสัตว์ (?)

0 %

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Google Analytics

    คุ้กกี้ที่เราเก็บไป จะนำไปใช้เพื่อประกอบการวิเคราะห์การอ่านบทความ/ข่าวภายในเว็บไซต์เท่านั้น จะไม่มีการนำข้อมูลผู้ใช้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด

Save