News

รัฐศาสตร์กับระบบอำนาจนิยมที่ยังไม่หายไป

เรื่องและภาพ : สาธิต สูติปัญญา

“พวกเขาคุ้นเคยกับการรับน้องที่มันห้าว การรับน้องที่มีความรุนแรง มีความตลก มีการลดทอนความเป็นมนุษย์ เอาสีไปสาด ทั้งหมดมันเกิดขึ้นในคณะที่เรียนเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คณะที่ว่ากันว่าก้าวหน้าที่สุด”

คือคำพูดของนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์แห่งหนึ่ง คณะที่สอนเรื่องหลักการประชาธิปไตย คณะที่พร่ำสอนว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน อธิบายให้เห็นถึงภาพการรับน้องที่เขาเคยเข้าร่วม และเคยเป็นส่วนหนึ่งของการจัดกิจกรรมดังกล่าว

น่าสนใจว่าภายใต้ภาพของกิจกรรมการรับน้องในลักษณะข้างต้น นักศึกษารายนี้แสดงให้เราเห็นว่า เบื้องหลังคือระบบอำนาจนิยมและระบบอุปถัมภ์ที่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ ‘ตัวละคร’ มากมายไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา อาจารย์ ผู้บริหาร และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ล้วนมีส่วนทำให้ระบบดังกล่าวยังคงไม่หายไปเสียที


Trigger Warning :
รูปภาพและเนื้อหาในรายงานพิเศษชิ้นนี้กล่าวถึงระบบการรับน้องแบบ ‘SOTUS’ และ Sexual Harrasment


ระบบโต๊ะ

นักศึกษารัฐศาสตร์รายนี้เล่าว่า ในอดีตระบบโต๊ะของคณะรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยของเขา เกิดจากการรวมกลุ่มกันจากรุ่นพี่หรือกลุ่มเพื่อนที่สนิท เนื่องจากสมัยปีหนึ่งเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยยังไม่รู้จักใคร ดังนั้นเมื่อเจอเพื่อนที่ถูกใจก็จะชวนกันมาเรียนแบบเป็นกลุ่มและคบกันไปจนเรียนจบ แต่หลังจากเวลาผ่านไประบบโต๊ะที่เกิดจากความรักใคร่ ความสนิทสนมกลับกลายไปเป็นเหมือนสถาบันสถาบันหนึ่งในคณะรัฐศาสตร์ เริ่มมีการจัดกิจกรรมเอง มีการเก็บเงิน มีระเบียบ มีวัฒนธรรม มีตำแหน่ง ทั้งหมดเริ่มกลายเป็นเรื่องที่มีความจริงจังขึ้นมา

กิจกรรมรับน้องของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง
กิจกรรมรับน้องของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

“กิจกรรมของโต๊ะสืบทอดมาเรื่อย ๆ วัฒนธรรมไหนที่รุ่นพี่เคยสร้างไว้ รุ่นน้องจำเป็นต้องสานต่อ ต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมแบบรัฐศาสตร์ ช่วงเวลานั้น ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีเศษหลงเหลือ รุ่นพี่ที่ซีเนียร์ (อาวุโส) มาก ๆ พวกเขามีอำนาจในการสั่งรุ่นน้องสูงมาก”

วัฒนธรรม ‘โต๊ะ’

นักศึกษารายนี้เล่าว่า ผัดมาม่าคือหนึ่งในวัฒนธรรมหรือกิจกรรมที่ทำสืบต่อกันมาของโต๊ะในงานรับน้อง โดยรุ่นพี่จะให้ผู้ชาย-ผู้หญิงปิดตา จากนั้นจะให้ผู้ชายนอนถอดเสื้ออยู่ริมทะเล แล้วรุ่นพี่ก็จะสั่งให้ฝ่ายหญิงเอามาม่า ฝอยทอง หรือขนมใดก็ได้มาโรยบนตัวฝ่ายชาย ต่อมารุ่นพี่จะให้ฝ่ายหญิงไต่ขึ้นไปบนตัวนักศึกษาชาย ขณะเดียวกันรุ่นพี่จะคอยแกล้งผู้ร่วมกิจกรรมโดยการนำน้ำเปล่าหรือน้ำหวานค่อย ๆ หยดใส่ผู้ร่วมกิจกรรมทั้งชายและหญิงเพื่อให้ตัวชุ่มน้ำ อย่างไรก็ตามกิจกรรมดังกล่าวหายไปประมาณ 2-3 ปีแล้วเนื่องจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 และการต่อสู้เรียกร้องของนักศึกษารุ่นใหม่

กิจกรรม ‘ผัดมาม่า’ ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

นักศึกษารัฐศาสตร์อธิบายเพิ่มว่า มีกิจกรรมอีกหนึ่งอย่างที่ทำต่อกันมา คือตอนกลางคืนรุ่นพี่จะให้ผู้หญิงกับผู้ชายแยกกัน ต่อมารุ่นพี่จะให้กลุ่มผู้หญิงขึ้นไปด้านบนหอประชุม ส่วนผู้ชายจะรออยู่ด้านนอก จากนั้นรุ่นพี่จะรันคิวบอกให้ผู้ชายที่อยู่ด้านนอกค่อย ๆ เข้าไปในห้องที่มีผู้หญิงทีละคนเพื่อไปเลือกทำความรู้จักผู้หญิงที่พวกเขาอยากรู้จัก หลังจากเลือกเสร็จ แต่ละคู่ก็จะต้องมาต่อแถวเหมือนขบวนรถไฟ โดยหลังจากจับคู่แล้วรุ่นพี่จะให้ชาย-หญิงแต่ละคู่ทำความรู้จักกันโดยการหอมแก้มหรือการปะแป้ง ซึ่งกิจกรรมนี้มุ่งทำให้นักศึกษาปีหนึ่งรู้จักกันอย่างเร็วที่สุดภายในหนึ่งคืน น่าสนใจว่าเมื่อไม่นานมานี้นักศึกษาหลายคนก็ออกมาวิจารณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่ากิจกรรมนี้เป็นการคุกคามทางเพศ

กิจกรรมรับน้องริมชายหาดของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

“ทุก ๆ ปีจะเริ่มมีรุ่นพี่ทักไลน์มาถามว่าใครเป็นแกนรุ่น จะเริ่มมีคำสั่งว่าทำไมไม่ทำอย่างนี้ ทำไมไม่จัดกิจกรรมนั้น แล้วพี่คนนี้ทำไมไม่เชิญ เราพยายามยกเลิกกิจกรรมที่เป็นโซตัสทั้งหมดในปีเรา รุ่นพี่ก็มาถามเราทันทีว่าทำไมไม่มีกิจกรรมอย่างที่เขาคุ้นเคย เราก็ตอบไปว่ามันไม่ได้ มันไม่โอเค เราอธิบายให้พี่เขาเข้าใจว่าระบบโต๊ะมันเริ่มมีปัญหา เริ่มมีคนตั้งคำถามมากขึ้น การที่เรายกเลิกระบบโซตัส หรือการเลิกบังคับน้องให้ทำกิจกรรมพวกนั้น มันเป็นวิธีที่จะช่วยทำให้ระบบโต๊ะมันยังดำรงอยู่ต่อไปได้อย่างสง่างาม ซึ่งพวกเขาก็ไม่พอใจ” นักศึกษารายนี้อธิบาย

เครือข่ายอำนาจนิยม

นักศึกษารัฐศาสตร์รายนี้เล่าว่า เขามั่นใจว่าอาจารย์ในคณะก็ทราบถึงกิจกรรมดังกล่าว เนื่องจากอาจารย์ส่วนหนึ่งเป็นศิษย์เก่าของคณะ ดังนั้นอาจเคยผ่านกิจกรรมเหล่านี้มาก่อนและอาจารย์ที่อยู่ฝ่ายการนักศึกษาก็รู้จักและสนิทกับนักศึกษาหลายคน ทว่าอาจารย์บางส่วนก็เลือกที่จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องและมองว่าทั้งหมดเป็นความรับผิดชอบของตัวนักศึกษา

“เราคิดว่าอาจารย์เองก็รู้สึกเกรงใจนักศึกษาบางกลุ่มมาก ๆ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นคนจัดกิจกรรมอย่างกลุ่มเซอร์เวย์ ทุกคนในคณะจะรู้ว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นตัวเชื่อมระหว่างรุ่นพี่ที่มีอำนาจบารมีในสังคมกับอาจารย์ในคณะ”

นักศึกษารัฐศาสตร์รายนี้เล่าเพิ่มเติมว่ากลุ่มเซอร์เวย์เป็นกลุ่มที่อยู่เบื้องหลังงานใหญ่ ๆ ของคณะทั้งสิ้น และจะเป็นคนจัดการงบประมาณต่าง ๆ อย่างงานรับน้องใหญ่ของคณะ ซึ่งเป็นงานแบบทางการ มีทั้งอาจารย์และเจ้าหน้าที่เข้าร่วม

กิจกรรมรับน้องของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง

นักศึกษารายนี้อธิบายว่า รุ่นพี่ที่เรียนจบไปและทำงานเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเคยเป็นสมาชิกกลุ่มเซอร์เวย์และสังกัดโต๊ะบางโต๊ะ เขาจะรักกันมาก ทุกครั้งที่มีกิจกรรมรับน้อง โต๊ะบางโต๊ะก็จะมีพื้นที่เฉพาะที่มักไปจัดกิจกรรมอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น เพชรบุรี ระยอง นครนายก เนื่องจากต้องการให้รุ่นพี่เหล่านั้นมาร่วมงานได้ และเก็บเงินค่าเข้าร่วมจากรุ่นพี่ บางครั้งกลุ่มเซอร์เวย์ก็จะส่งเรื่องขอที่พักจากรุ่นพี่ที่เป็นคนใหญ่คนโตในพื้นที่นั้น ๆ แล้วบ่อยครั้งก็จะได้ที่พักมา

กลุ่มเซอร์เวย์

นักศึกษารายนี้เล่าว่า กลุ่มเซอร์เวย์เป็นกลุ่มพี่ว้ากและพี่สันทนาการในเวลาเดียวกัน ซึ่งกลุ่มดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดมารุ่นต่อรุ่น วิธีการเลือกคือรุ่นพี่จะชี้นิ้วเลือกรุ่นน้องที่เห็นว่าเหมาะสมที่จะเป็นทายาท โดยกลุ่มเซอร์เวย์จะต้องหัดร้องเพลงคณะ ท่องกลอนของคณะเพื่อนำไปสอนรุ่นน้อง และภายในกลุ่มก็จะมีการลงโทษกันเอง เช่น ลุกนั่ง วิดพื้น หรือวิ่งรอบสนามโดยรุ่นพี่ที่มีความอาวุโสกว่าอีกขั้น ในกรณีที่พวกเขาทำให้รุ่นน้องที่ร่วมกิจกรรมเหนื่อยหรือบาดเจ็บ น่าสนใจว่าอาจารย์หลายท่านรักกลุ่มนี้มาก เนื่องจากเป็นตัวเชื่อมรุ่นพี่ที่จบไปแล้วกับคณะอย่างที่กล่าวไป

“ผู้ว่าฯ และนายอำเภอหลายคนก็เคยเป็นเซอร์เวย์มาก่อน กลุ่มนี้เลยมีอำนาจมาก ยกตัวอย่างเช่น งานใหญ่ ๆ ของคณะหลายงาน ตัวคณะเองไม่มีงบฯ ในการจัดหรอก ดังนั้นกลุ่มเซอร์เวย์ก็จะเป็นคนหางบประมาณให้ กลุ่มนี้ก็จะไปดีล (deal) กับรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว ไปดีลกับผู้ว่าแต่ละจังหวัดที่รู้จัก เช่น ไปขอเงินหรือที่พักอย่างที่เล่าไป เซอร์เวย์ที่จบไปแล้วเขาอินมากเลยนะจากที่เราเคยเห็น ผู้ว่าฯ ที่เคยเป็นเซอร์เวย์เขามางานรับน้อง เขานั่งร้องไห้แล้วพูดว่า จบงานแล้วเดี๋ยวไปกินเหล้ากับพี่นะ”

นักศึกษารัฐศาสตร์รายนี้เล่าเพิ่มเติมว่า เหล่านี้เป็นเหตุผลว่าทำไมอาจารย์ไม่สั่งยกเลิกหรือลงโทษคนที่จัดกิจกรรมรับน้องแบบนี้ เพราะถ้าอาจารย์เข้าไปจัดการ งบประมาณที่เคยได้พื่อที่จะนำไปจัดงานที่เป็นทางการหลาย ๆ งานของคณะก็จะหายไป ยิ่งไปกว่านั้นก็อาจจะกระทบกับความสัมพันธ์ส่วนตัวของอาจารย์

“หลาย ๆ ตัวละครในคณะ โดยเฉพาะอาจารย์มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับรุ่นพี่ที่มีอำนาจในสังคม และอาจารย์บางท่านก็เรียนจบรุ่นเดียวกันกับเหล่าคนใหญ่คนโต จนส่งผลให้การขยับตัววิจารณ์หรือเทกแอคชันอะไรเป็นไปได้ยาก ถ้ามองจากมุมนี้ ทั้งหมดอาจเป็นรากของสาเหตุว่าทำไมคณะรัฐศาสตร์ที่นี่มีอาจารย์แสดงความเห็นทางการเมืองต่อสาธารณะน้อยมาก ผู้บริหารจริง ๆ จะเงียบมาก คณบดีคนปัจจุบันก็เคยเป็นศิษย์เก่าและก็เคยเป็นอาจารย์ที่นี่มาก่อน เขากลับไม่เทกแอคชันช่วยนักศึกษาเลย เวลามีลงชื่อเรียกร้องอะไรในคณะก็มีอาจารย์ลงชื่อกันอยู่สามคน”

นักศึกษารัฐศาสตร์อธิบายเพิ่มว่าระบบโซตัส ระบบพี่ว้าก หล่อหลอมวัฒนธรรมอำนาจนิยมให้ผูกขาดไว้กับลำดับชั้นและความอาวุโสแทนการใช้เหตุและผล โดยยิ่งเหตุการณ์ทั้งหมดทำผ่านกิจกรรมในคณะ ทำผ่านระบบ ทำผ่านเครือข่ายแล้ว สุดท้ายคนตัวเล็ก ๆ จะไม่กล้าส่งเสียงใด โดยเฉพาะอาจารย์ในคณะที่มีหน้าที่การงานผูกติดอยู่กับตำแหน่งทางวิชาการ “เคยมีเล่าเหมือนกันว่าอาจารย์ที่ไม่กล้าลงชื่อในแถลงการณ์ใด ๆ ทางการเมืองส่วนหนึ่งเพราะเกรงใจผู้ใหญ่ ถ้าวัฒนธรรมโซตัส วัฒนธรรมอำนาจนิยมแบบนี้มันหายไป เหตุการณ์แบบนี้อาจไม่เกิดขึ้น”

กิจกรรมรับน้องของคณะรัฐศาสตร์แห่งหนึ่ง ที่จัดขึ้นริมชายหาด

ด้านนักศึกษาสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง กล่าวว่า ระบบอำนาจนิยมหรือระบบโซตัสในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ที่เขาศึกษาอยู่ ไม่รุนแรงมากนักแต่ก็ยังคงมีอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยมากจะเกิดขึ้นในชมรมกีฬาของคณะ ซึ่งรุ่นพี่ที่ทำหน้าที่ว้ากรุ่นน้องนักกีฬามีลักษณะคล้ายคลึงกับกลุ่มเซอร์เวย์อย่างมาก  

สิ่งที่พี่กลุ่มนี้มักปฏิบัติเป็นประจำ คือ การกดดันหรือลงโทษน้องนักกีฬาที่มาซ้อมช้า ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้รุ่นน้องนอนกลิ้งกับโคลน วิ่งรอบสนามตั้งแต่ 7 โมงเช้าจนถึง 9 โมงเช้า หรือวิดพื้น อย่างไรก็ตามเมื่อปีก่อน ๆ เหตุการณ์โซตัสเหล่านี้ค่อนข้างรุนแรงมาก แต่ในปีของเขาระบบดังกล่าวเบาบางลง

 “ในปีผมเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ มีวันซ้อมกีฬาวันหนึ่ง พี่พวกนี้พานักกีฬาไปซ้อมที่ค่ายทหาร อยู่ดี ๆ พวกพี่เขาบอกให้พวกผมหยุดซ้อมและยืนเคารพธงชาติ แต่ผมไม่ยอมทำตามคำสั่ง ผมต้องการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ว่าผมจะไม่ยอมรับการใช้อำนาจเผด็จการแบบนี้จากรุ่นพี่แล้ว ผมจึงยืนนิ่งและชูสามนิ้ว จากนั้นพี่เขาสั่งให้ผมเอามือลง แต่ผมไม่เอาลง หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปพวกพี่เขาพยายามกดดันให้ผมออกจากชมรม ผ่านการพูดจากระทบกับจิตใจผม เสียดสีผม แต่ดีที่ยังไม่มีพฤติกรรมทำร้ายร่างกาย ภายหลังอาจารย์ในคณะก็รับรู้เหตุการณ์ในวันนั้น อาจารย์จึงเรียกรุ่นพี่ชมรมกีฬา และสมาชิกชมรมกีฬาในรุ่นผมเข้าไปคุยเพื่อหาข้อยุติ สุดท้ายรุ่นพี่เหล่านั้นก็สัญญาว่าจะปรับปรุงวิธีการฝึกความอดทนและระเบียบวินัยของรุ่นน้องให้เบาลง”

 วัฒนธรรมพรรคพวก กับกลุ่มเซอร์เวย์

นายณัฐวุฒิ เผ่าทวี ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม มหาวิทยาลัยวอร์ริก ประเทศอังกฤษ อธิบายถึงข้อสันนิษฐานทางจิตวิทยาที่สำคัญจากงานวิจัยเรื่อง ‘Pain as social glue: shared pain increases cooperation’ ผ่านหนังสือ ‘THE WHYS OF LIFE ชีวิตต้องสงสัย’ (2564) ว่า คนที่เคยผ่านความเจ็บปวดแบบเดียวกัน (อย่างเช่นกลุ่มนักศึกษาและพี่ว้ากที่ผ่านระบบโซตัสมาด้วยกัน) แม้ว่าจะไม่เคยรู้จักกันเลย แต่พวกเขาจะมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน และพวกเขาจะมั่นใจว่ากลุ่มคนที่เคยผ่านความเจ็บปวดแบบเดียวกันนี้จะไม่มีทางหักหลังสมาชิกในกลุ่มแน่นอน

ในหนังสือเล่าถึงการทดลองในงานวิจัย ‘Pain as social glue: shared pain increases cooperation’ของนักวิจัยชาวออสเตรเลียสามคน เพื่อทดสอบสมมติฐานข้างต้น โดยเริ่มจากแบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้อยู่เฉย ๆ และกลุ่มที่สองให้นำมือลงไปแช่ในถังน้ำแข็ง ต่อมาให้กินพริกสดที่เผ็ดมาก ๆ พร้อมกัน

จากนั้นนำคนทั้งสองกลุ่มนี้มาเล่นเกมทางเศรษฐศาสตร์อย่าง prisoner’s dilemma เป็นเกมที่ให้แต่ละคนตัดสินใจว่าจะร่วมมือเพื่อแชร์ผลประโยชน์ร่วมกัน หรือหักหลังกันเพื่อแย่งชิงเงินรางวัลไว้เพียงคนเดียว จากการทดลองนักวิจัยทั้งสามพบว่ากลุ่มคนกลุ่มที่สองมีแนวโน้มที่จะร่วมมือกันเล่นเกมเพื่อแชร์ผลประโยชน์กันมากกว่ากลุ่มแรก

นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมรายนี้อธิบายเพิ่มเติมในหนังสือของเขาว่า กลุ่มคนที่เคยผ่านความเจ็บปวดมาด้วยกัน (insiders) อาจจะไม่ได้มีทัศนคติเหมือนกับคนในกลุ่ม เพียงแต่พวกเขาเชื่อมโยงกันเนื่องจากเคยผ่านเรื่องราวความเจ็บปวดแบบเดียวกันมา มากไปกว่านั้นยังมีความเป็นไปได้ที่กลุ่ม insiders จะไม่เปิดใจรับฟังคนภายนอก (outsiders)  เนื่องจากศาสตราจารย์รายนี้ให้เหตุผลว่า “มันไม่เคยเจ็บอย่างเรา มันไม่เข้าใจหรอก”

ถ้านำข้อสรุปเรื่อง insiders และ outsiders ของศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยวอร์ริกรายนี้มาสรุปโครงสร้างของกลุ่มเซอร์เวย์ หรือกลุ่มใด ๆ ก็ตามในสังคมที่เคยผ่านความเจ็บปวดในลักษณะเดียวกันมาอย่างการธำรงวินัยของทหาร การกระทำดังกล่าวอาจสร้างการแบ่งเขา-แบ่งเรา และสร้างการไม่เปิดรับฟังเหตุผลของบุคคลภายนอก เพียงเพราะคนภายนอกเหล่านั้นไม่เคยผ่านกระบวนการแบบเดียวกับที่คนในกลุ่มเคยผ่านมา

นักศึกษารัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งกำลังทำกิจกรรมตามรับน้อง

ท้ายที่สุดจากคำบอกเล่าของนักศึกษารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ กลุ่มพี่ว้ากหลายคนเรียนจบจากมหาวิทยาลัยไปและได้เป็นคนใหญ่คนโต คนที่มีอำนาจทางสังคม น่าสนใจว่า วัฒนธรรมแบบ insiders และ outsiders นี้จะติดตัวกลุ่มคนเหล่านี้ไปในการทำงานด้วยหรือไม่ และวัฒนธรรมการรับคนเข้าทำงานด้วย ‘ชื่อคณะและมหาวิทยาลัย’ เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน วารสารเพรสขอเปิดพื้นที่ให้ผู้อ่านทุกท่านเป็นผู้ตอบคำถามนี้ด้วยตัวเอง

ความรู้สึกของคุณหลังอ่านบทความนี้เป็นอย่างไร ?

Like ถูกใจ
1
Love รักเลย
0
Haha ตลก
0
Sad เศร้า
2
Angry โกรธ
0

Comments are closed.

More in:News

News

กรีนพีซย้ำ ‘หลักการผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบ’ ในโรดแมปขยะพลาสติกใช้ไม่ได้จริง ขาดรายละเอียดและการสนับสนุนจากภาครัฐ

เรื่อง: ตติยา ตราชู ภาพ: กรีนพีช ประเทศไทย กรีนพีซย้ำหลักผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบตามโรดแมปจัดการขยะพลาสติก ต้องมีรายละเอียดกำหนดหน้าที่ผู้ผลิตให้ชัดเจน รวมถึงการสนับสนุนจากภาครัฐเพื่อการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน วอนภาคประชาชนช่วยกันส่งเสียง น.ส.พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทย ...

News

ร่าง พ.ร.บ. ฝึกงาน ความหวังของนักศึกษากับมุมมองจากผู้ประกอบการ

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา เพจเฟซบุ๊ก ‘สมัชชาIntern’ ได้เผยแพร่ร่าง พรบ. ฝึกงาน ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ศูนย์วิจัยเฉพาะทางสหวิทยาการด้านรัฐสวัสดิการและความเป็นธรรมศึกษา (ศูนย์วิจัยรัฐสวัสดิการ) จัดทำร่วมกับนางสาวเกศนคร พจนวรพงษ์ ตัวแทนจากพรรคก้าวไกล เพื่อต้องการที่จะสร้างมาตรฐานการฝึกงานใหม่ให้กับสังคม ...

News

โควิด-19 ทำยอดขายพ่อค้าแม่ค้าโรงอาหาร มธ. ทรุด ผู้ถือสัมปทานปรับลดค่าเช่า-ร้านค้าร้องยังวิกฤต

เรื่อง: น้ำฝน หนุ่นสี ร้านค้าศูนย์อาหารกรีนแคนทีน และโรงอาหารรอบดึก มธ. ศูนย์รังสิต ยอดขายลดลง เหตุโควิด-19 ระบาด  ด้านบริษัทซีพีเอฟฯ ซึ่งเป็นผู้ถือสัมปทานมีมาตรการปรับลดค่าเช่าร้อยละ 70  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ...

News

โควิดทำฝึกงานอ่วม ลงพื้นที่เสี่ยงติดเชื้อ-ฝึกออนไลน์ขาดประสิทธิภาพ ผอ. กองบริหารงานวิชาการ ชี้สุขภาพต้องมาก่อน

เรื่อง: ชนิสรา หน่ายมี ภาพ: กมลวิช อัศวพงษ์โชติ, มนสิรา กาหลง นักศึกษา มธ. เผย กังวลติดโควิดจากการลงพื้นที่ฝึกงาน ฝึกออนไลน์ปลอดโรคแต่ขาดประสิทธิภาพ ผอ. กองบริหารงานวิชาการชี้สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ...

News

แม่บ้าน-รปภ. ไม่กล้าร้องเรียนบริษัทจ่ายค่าจ้างไม่เป็นธรรม ศูนย์นิติฯ แนะให้รวมกลุ่ม-มธ.ช่วยประสาน

เรื่อง: ตติยา ตราชู  แม่บ้านและ รปภ.ใน มธ. ไม่กล้าออกมาร้องเรียนบริษัทจ่ายค่าจ้างไม่เป็นธรรม เหตุกลัวมีปัญหาความมั่นคงในหน้าที่การงานและไม่มีหลักฐานเพื่อฟ้อง ศูนย์นิติศาสตร์ มธ. แนะรวมกลุ่มช่วยเพิ่มอำนาจและความกล้า มธ.อาจเข้ามาช่วยให้ข้อมูล และเจรจากับบริษัท  จากกรณีปัญหาลูกจ้างของบริษัทจ้างเหมาบริการ ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ...

News

เสียงผู้เรียนและผู้สอนในประเด็นการหยุดเรียน 1 ปี, ปัญหาและการแก้ไขปัญหาการเรียนออนไลน์ในยุคโควิด

จากกรณี เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา น.ท.สุมิตร สุวรรณ รองศาสตราจารย์และรองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์และพัฒนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เสนอแนวคิดว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะหยุดการเรียนการสอนไป 1 ปี เนื่องจากถ้าเรียนในรูปแบบออนไลน์ต่อไปอาจจะส่งผลต่อประสิทธิภาพทางการเรียน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กระดับปฐมวัยและประถมศึกษาที่การเรียนยังต้องเน้นทางด้านพัฒนาการเป็นหลักและยังไม่สามารถใช้เทคโนโลยีได้คล่อง ...

0 %

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • Google Analytics

    คุ้กกี้ที่เราเก็บไป จะนำไปใช้เพื่อประกอบการวิเคราะห์การอ่านบทความ/ข่าวภายในเว็บไซต์เท่านั้น จะไม่มีการนำข้อมูลผู้ใช้ไปใช้ในเชิงพาณิชย์แต่อย่างใด

Save